ข่าว:

SMF - ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว!

เมนูหลัก

กระทู้ล่าสุด

#11


"จา พนม" ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดี
ระยะที่ 3 เกือบ 4 สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม!
จากข่าวที่มีการเปิดเผยว่า คนใกล้ชิดของ จา พนม เคยตรวจพบมะเร็งถุงน้ำดีระยะที่ 3 เกือบ 4 เรื่องนี้สะท้อนว่ามะเร็งถุงน้ำดีถือเป็นโรคที่มาเงียบมากในช่วงแรก ๆ หลายคนไม่มีอาการชัด หรือเข้าใจว่าเป็นแค่นิ่วหรือโรคกระเพาะธรรมดา แต่พอเริ่มมีสัญญาณชัด มักหมายถึงโรคลุกลามแล้ว จึงเป็นมะเร็งที่ตรวจเจอยากและมักพบช้า วันนี้ผมเลยจะพาทุกคนรู้จักสัญญาณเตือนตั้งแต่ต้นครับ




1️⃣ มะเร็งถุงน้ำดีคืออะไร? ทำไมถึงเงียบในระยะแรก
ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะเล็กใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน มะเร็งถุงน้ำดีเกิดจากเซลล์ผนังถุงน้ำดีค่อย ๆ กลายพันธุ์และเติบโตผิดปกติ จุดที่น่ากลัวคือระยะแรกมักไม่มีอาการชัด เพราะถุงน้ำดีเล็กและไม่ค่อยมีเส้นประสาทให้ปวด ทำให้หลายคนรู้ตัวอีกทีตอนโรคลุกลามแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยคือ นิ่วเรื้อรัง ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อบางชนิด อายุที่มากขึ้น และภาวะอ้วนหรือสูบบุหรี่ โรคนี้มักมีการอักเสบสะสมมาหลายปี ดังนั้นคนที่มีนิ่วหรือติ่งเนื้อควรติดตามสม่ำเสมอครับ

2️⃣ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย
มะเร็งถุงน้ำดีไม่ได้เกิดขึ้นทันทีครับ แต่มีตัวกระตุ้นสำคัญ เช่น
• นิ่วในถุงน้ำดีเรื้อรัง โดยเฉพาะก้อนใหญ่หรือเป็นมานาน ผนังถุงน้ำดีเลยถูกระคายเคืองซ้ำ ๆ จนเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมาได้
• ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ผนังหนา ผิดรูป
• ติ่งเนื้อในถุงน้ำดีบางชนิดที่มีความเสี่ยง
• อายุเพิ่มขึ้น พบมากในคนอายุเกิน 60 ปี
• เพศหญิงพบมากกว่าผู้ชาย
• โรคท่อน้ำดีบางชนิด เช่น ท่อน้ำดีตีบหรือโป่งพอง
ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงก็มี อ้วน สูบบุหรี่ อาหารไขมันสูงเรื้อรัง สิ่งสำคัญคือ มะเร็งถุงน้ำดีมักจะมี "การอักเสบเรื้อรังนำมาก่อน" ไม่ใช่เกิดจะเป็นขึ้นมาก็เป็นได้เลยนะ
.
3️⃣ อาการที่ควรระวัง โดยเฉพาะ "ปวดท้อง + ตัวเหลือง"
มะเร็งถุงน้ำดีขึ้นชื่อว่าอาการมา "ช้าและไม่ชัด" หลายคนคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นแค่นิ่วหรือกรดไหลย้อน ซึ่งจริงไม่ควรมองข้ามไปแม้แต่นิดเดียวเลย ซึ่งอาการที่อาจเริ่มเจอ ได้แก่
• แน่นท้อง จุกเสียดชายโครงขวาหลังกินมัน
• ปวดท้องด้านขวาบนแบบหน่วง ๆ ไม่หาย
• คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว
• น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อ่อนเพลีย
แต่ถ้าเริ่มมีอาการแบบที่ข่าวพี่จาพูดถึง ต้องรีบตรวจทันที ตัวเหลือง ตาเหลือง (ก้อนกดท่อน้ำดี) ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คันตามตัวจากน้ำดีคั่ง ปวดท้องรุนแรงขึ้น หรือคลำได้ก้อน เพราะฉะนั้นการที่ตัวเองมีอาการตัวเหลืองไม่ใช่อาการธรรมดานะ เพราะนี่คือสัญญาณอุดตันของระบบท่อน้ำดีครับ
.
4️⃣ ตรวจเจอได้ยังไง? อัลตราซาวด์คือด่านแรก
การตรวจพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคืออัลตราซาวด์ช่องท้องครับ เพราะไม่เจ็บและเห็นถุงน้ำดีได้ชัด โดยแพทย์จะดูว่ามีผนังหนา นิ่ว หรือติ่งเนื้อผิดปกติหรือไม่ ถ้าสงสัยมากขึ้นอาจต้องตรวจ CT หรือ MRI เพื่อดูการลุกลามไปตับหรือท่อน้ำดี รวมถึงตรวจเลือดดูค่าตับประกอบด้วย
.
5️⃣ ติ่งเนื้อและนิ่วในถุงน้ำดี: เมื่อไหร่ควรผ่าตัด?
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ควรผ่าถ้า
มีขนาด มากกว่า 1 ซม. เป็นต้นไป และก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ
• อายุเกิน 50–60 ปีร่วมด้วย
• มีอาการปวด
• ผนังถุงน้ำดีหนา ฐานกว้าง
และนิ่วในถุงน้ำดีควรผ่าถ้า
• ปวดซ้ำ ๆ ชัดเจน เคยอักเสบ
• นิ่วก้อนใหญ่ > 2–3 ซม.
• มีนิ่วร่วมกับผนังผิดปกติหรือติ่งเนื้อ
• มักจะพบกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เบาหวานคุมยาก
การผ่าตัดส่วนใหญ่ส่องกล้อง เอาถุงน้ำดีออกทั้งใบ ใช้ชีวิตได้ปกติ เพียงแค่ลดอาหารมันจัดครับ
จากข่าวของพี่จา พนม ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่า มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่เตือนแรงในระยะแรก แต่พอเริ่มปวดหนัก ตัวเหลือง น้ำหนักลด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลุกลามแล้ว ใครที่มีนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือปวดชายโครงขวาเรื้อรัง อย่าปล่อยผ่านครับ แค่อัลตราซาวด์ตรวจเร็ว อาจช่วยจับโรคได้ก่อนจะสายเกินไปจริง ๆ


ที่มา : เพจหมอเจด
https://www.facebook.com/photo?fbid=911313171477353&set=a.173000251975319

#มะเร็งถุงน้ำดี #จาพนม
#12
ข่าวสุขภาพ-มาแรง / Re: น้ำหนักเกิน มีความเสี่ยงมะ...
โพสต์ล่าสุดโดย ครูโยคะ - ก.พ 01, 2026, 10:48 PM
เป็นเรื่องจริง น้ำหนักเกิน / เสี่ยงเป็นมะเร็ง
มีเคสจริงจะมาเล่าให้ฟัง เผื่อเป็นประโยชน์

มีนักเรียนมาเรียนโยคะ อายุ 50 มีภาวะ น้ำหนักเกิน 15กก
BMI 24 และมีภาวะ #ไขมันในเลือดสุง #น้ำตาลสูง และ หมอเฝ้าระวัง #มะเร็งเต้านม
หมอแนะนำมาให้ออกกำลังกาย

เขาเป็นคนเหนื่อยง่าย คาร์ดิโด เวทเทรนนิ่ง ไม่ได้ จึงเลือกเรียนโยคะ
#13


หากท่านใดมีน้ำหนักเกิน (จากสัดส่วนไขมัน) อยากให้เริ่มวางแผนควบคุมน้ำหนักตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ เพราะว่า ภาวะน้ำหนักเกิน สนับสนุนการเกิดมะเร็งหลายกลไกเลย

1. เซลล์ไขมันที่เก็บไขมันจนเยอะเกิน จะเบียดกันเองจนขาดออกซิเจน เข้าสู่ภาวะ stress จนหลั่งสารก่ออักเสบไปทั่ว ร่างกายจะอักเสบอ่อนๆ ตลอดเวลา ซึ่งเป็นแวดล้อมที่หลายอวัยวะโดนทำร้ายเรื้อรัง มีโอกาสสูงที่ DNA จะเสียหายในตำแหน่งที่ควบคุมการแบ่งเซลล์
2. สิ่งที่ตามมาจากการอักเสบเรื้อรังคือ ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน กล้ามเนื้อไม่ยอมลดน้ำตาลในเลือด แถมตับยังสร้างน้ำตาลเพิ่มขึ้น ผลคือน้ำตาลในเลือดสูงลอย ทำให้สามารถเกิดปฏิกิริยาเกาะตามโครงสร้างต่างๆ (Glycation) รวมไปถึง DNA ด้วย จนโครงสร้างเสียหาย
3. ตับอ่อนตอบสนองต่อภาวะดื้ออินซูลินโดยการ หลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น ทำให้เซลล์หลายเซลล์ที่ไม่ได้ดื้อ จะโดนกระตุ้นแบบรุนแรง ทำให้เซลล์ที่ผิดปกติอยู่แล้ว แบ่งได้ไวขึ้น ถ้าเซลล์นั้นกำลังจะเป็นมะเร็ง ก็ได้โอกาสเพิ่มจำนวนมากขึ้น

ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต โดยใช้ Lifestyle Medicine เริ่มเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่วันนี้ได้เลยค่ะ

✅ ควบคุมน้ำหนัก ลดการกินลง เพิ่มช่วง fasting มากขึ้น โดยเฉพาะในคนที่น้ำหนักเกินมากๆ ยิ่งได้ประโยชน์
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เอาให้ได้ในระดับปานกลาง (รู้สึกเหนื่อย) ป้องกันการเกิดมะเร็ง และป้องกันตอนเป็นมะเร็งได้ทุกระยะ
✅ หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง: งดบุหรี่, งดสุรา, ลดอาหารทอดจนไหม้เกรียม, ลดเนื้อแปรรูป
✅ เพิ่มการกินเส้นใยมากขึ้น จากผัก ผลไม้ (เน้นผลไม้ที่หวานน้อย)
✅ ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ
✅ ตรวจคัดกรองมะเร็งพื้นฐาน เช่น เต้านม (Mammogram/อัลตราซาวด์), ปากมดลูก (Pap smear/HPV DNA), ลำไส้ใหญ่ (ส่องกล้อง)
#14


เป็นตะคริวบ่อยเสี่ยงกระดูกพรุน

หลายคนเป็นตะคริวบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือเวลายืดตัว คิดว่าเกิดจากขาดแมกนีเซียม โพแทสเซียม หรือดื่มน้ำน้อย เลยรีบหาซื้อเกลือแร่มากิน แต่รู้ไหมครับว่า มีคนในวัย 40+ เป็นตะคริวกันหลายคนเลยครับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเกลือแร่ แต่เป็นสัญญาณเตือนของ "กระดูกและกล้ามเนื้อที่เริ่มเสื่อม"

ทำไมกระดูกเสื่อม ถึงทำให้เป็นตะคริวบ่อย?
เมื่อมวลกระดูกลดลง โครงสร้างที่ค้ำพยุงกล้ามเนื้อจะอ่อนแรง จุดเกาะของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นไม่มั่นคง ระบบประสาทที่ควบคุมการหด–คลายกล้ามเนื้อจะถูกรบกวน ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวผิดจังหวะ เกิดตะคริวง่าย แม้ไม่ได้ออกแรงหนักหรือขาดเกลือแร่จริง ๆ

สัญญาณตะคริวที่บอกว่า "ไม่ใช่แค่ขาดเกลือแร่"

1. เป็นตะคริวตอนกลางคืนบ่อย
โดยเฉพาะบริเวณน่อง เท้า หรือหลังขา ขณะนอนหลับ ทั้งที่ดื่มน้ำพอ ไม่ได้ออกกำลังกายหนัก ลักษณะนี้มักสัมพันธ์กับมวลกระดูกที่เริ่มบาง ระบบกล้ามเนื้อ–ประสาททำงานไม่เสถียร ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งเองโดยไม่รู้ตัว

2. เป็นตะคริวซ้ำที่จุดเดิม
ถ้าเป็นที่เดิมบ่อย ๆ เช่น น่องข้างเดิม ฝ่าเท้าข้างเดิม ไม่หายขาดสักที นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนว่าโครงสร้างกระดูก ข้อต่อ และเส้นเอ็นบริเวณนั้นเริ่มเสื่อม ทำให้แรงดึงของกล้ามเนื้อไม่สมดุลครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วกระดูกพรุน ไม่ได้ทำให้ปวดหรือเป็นตะคริวโดยตรงครับ แต่การที่กระดูกผิดรูปหรือทรุดตัว เช่น กระดูกสันหลัง จะไปกดทับเส้นประสาท ซึ่งส่งผลให้เกิดตะคริวเรื้อรังที่ขาได้จริงครับ

3. เป็นตะคริวพร้อมอาการปวดข้อหรือหลัง
หลายคนมีตะคริวควบคู่กับปวดเข่า ปวดสะโพก ปวดหลังล่าง นี่คือสัญญาณของภาวะกระดูกบางร่วมกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อกระดูกรับน้ำหนักได้แย่ลง กล้ามเนื้อจะต้องทำงานชดเชย จนเกิดการเกร็งและตะคริวตามมา

4. กินเกลือแร่แล้วไม่ดีขึ้น
ถ้าลองเสริมแมกนีเซียม แคลเซียม หรือดื่มเกลือแร่แล้ว อาการยังเป็นเหมือนเดิม แปลว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ปริมาณแร่ธาตุ" ครับ แต่เป็นเรื่องของการดูดซึม การใช้แร่ธาตุ และโครงสร้างกระดูกที่เสื่อมลงตามวัย

5. เป็นตะคริวหลังอยู่นิ่งนาน ๆ
ใครที่นั่งนานหลายชั่วโมง ขับรถนาน ๆ หรือตื่นนอนแล้วเหยียดขาแล้วเป็นตะคริวทันที สะท้อนว่ากล้ามเนื้อและกระดูกขาดแรงพยุง เมื่อไม่มีการขยับ ระบบไหลเวียนและการควบคุมกล้ามเนื้อจะรวนง่ายในคนที่มวลกระดูกเริ่มลดลงครับ

ตะคริวแบบนี้ บอกอะไรเกี่ยวกับกระดูก?
ตะคริวในวัย 40+ มักเป็น "สัญญาณเตือนระยะแรก" ของ
• มวลกระดูกเริ่มลด
• กล้ามเนื้อรอบข้ออ่อนแรง
• ระบบประสาทควบคุมกล้ามเนื้อทำงานไม่เต็มที่

ซึ่งทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นของ กระดูกพรุนและหกล้มง่ายในอนาคตครับ

ลดตะคริว = ชะลอกระดูกเสื่อม ทำแบบนี้

• ขยับร่างกายทุกวัน โดยเฉพาะเวทเบา ๆ และท่าลงน้ำหนัก
• กินโปรตีนให้พอ เพื่อพยุงกล้ามเนื้อ
• เสริมแคลเซียม–วิตามิน D จากอาหารจริง
• นอนให้พอ ลดการอักเสบ

ถ้าเป็นตะคริวบ่อย ควรตรวจมวลกระดูก ไม่ใช่แค่ซื้อเกลือแร่มากิน

ตะคริวบ่อยในวัย 40+ ไม่ได้หมายความว่าขาดเกลือแร่เสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณว่า กระดูกและกล้ามเนื้อเริ่มเสื่อมโดยไม่รู้ตัว ถ้าแก้ถูกจุดตั้งแต่วันนี้ คุณจะไม่เพียงแค่หายตะคริว แต่ยังช่วยชะลอกระดูกพรุน ลดเสี่ยงหกล้ม และดูแลร่างกายให้แข็งแรงไปได้อีกยาว


ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์
#15
Feel Great คืออะไร / Feel Great คืออะไร
โพสต์ล่าสุดโดย admin - ม.ค 30, 2026, 05:17 PM


Feel Great คืออะไร

Feel Great ช่วยแก้ปัญหาภาวะ ดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance)

Feel Great ของ Unicity คือโปรแกรมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เน้นการปรับสมดุลร่างกายและเผาผลาญไขมันอย่างยั่งยืน โดยใช้ผลิตภัณฑ์หลัก 2 ชนิดคือชา Unimate (เติมพลัง) และ Bios Life S (ใยอาหาร) ควบคู่กับการทำ IF (Intermittent Fasting) เพื่อเพิ่มการเผาผลาญ ลดไขมัน และสร้างสมดุลอินซูลินโดยไม่ต้องอดอาหาร

ส่วนประกอบหลักในโปรแกรม Feel Great:
Unimate (ยูนิมาเต้): เครื่องดื่มเยอร์บามาเต้ที่ช่วยเพิ่มสมาธิ อารมณ์ดี และลดความเครียด ดื่มตอนเช้าเพื่อทดแทนกาแฟ
Bios Life S (ไบออส ไลฟ์ เอส): ใยอาหารสูตรเฉพาะที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ดื่มก่อนมื้ออาหารเพื่อทำให้อิ่มนานขึ้น

ประโยชน์ของโปรแกรม Feel Great:

ช่วยลดไขมันในเลือดและลดความดัน
เพิ่มระดับพลังงาน ความสดชื่น และสมาธิในการทำงาน
ปรับสมดุลการทำงานของอินซูลินและช่วยในการลดน้ำหนัก
ออกแบบมาให้ทำได้ง่าย ไม่ต้องหักโหมออกกำลังกายหรือเตรียมอาหารซับซ้อน
โปรแกรมนี้เน้นการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)
เพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างสมดุล ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าการลดน้ำหนักแบบปกติ

https://ushop-media.unicity.com/flip/TH/feel-great/feel-great-th.pdf

สั่งซื้อ : https://ufeelgreat.com/c/4yourlife

#16


วันที่ 27 ม.ค.2569 นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือ "หมอแอร์" หมอหัวใจและการกีฬา นักไตรกีฬาและอายุรแพทย์โรคหัวใจ ผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Akanis Srisukwattana ความว่าเมื่อมีนักวิ่งหัวใจหยุดเต้น 3 รายในงานแข่งเดียว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องจริงจัง...

ข่าวดีคือ ทีมแพทย์สามารถช่วยชีวิตนักวิ่งที่หัวใจหยุดเต้นได้ถึง 3 รายในงานวิ่งเดียว เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง สะท้อนว่าระบบแพทย์ฉุกเฉินและงานวิ่งในประเทศไทยพัฒนาไปไกลมากแล้ว

แต่ในขณะเดียวกัน ตัวเลขนี้ก็น่าตกใจเช่นกัน โดยปกติแล้ว อุบัติการณ์ของภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะแข่งกีฬาอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 80,000-100,000 คน ในประชากรทั่วไป และอาจเพิ่มเป็นประมาณ 1 ต่อ 50000 คน ในกลุ่มอายุที่มากขึ้น

แต่เมื่อมีผู้ป่วยถึง 3 รายในงานวิ่งเดียว สัดส่วนความเสี่ยงอาจสูงถึงระดับประมาณ 1 ต่อ 10,000
ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติหลายเท่า...

โดยทั่วไป ภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะออกกำลังกายมักเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก

1) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิสูง ,ความชื้นสูง ,มลพิษทางอากาศ เช่น PM2.5
ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ง่ายขึ้น

2) ปัจจัยด้านสุขภาพของนักวิ่ง (ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญกว่า)หลายคนเข้าใจผิดว่า
"คนที่ไปแข่งวิ่ง ขาไม่แรง ไม่ได้ซ้อมเยอะ ไม่ใช่ นักกีฬา"

แต่ในทางการแพทย์ เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา ไม่ว่าจะวิ่งเร็วหรือช้า ร่างกายจะถูกกระตุ้นเข้าสู่ระดับความเครียดทางสรีรวิทยาที่สูงขึ้น
ถือว่าออกกำลังกายหนักแบบนักกีฬาครับ ซึ่งควรได้รับการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
ข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่า กลุ่มที่เสียชีวิตจากการออกกำลังกายมากที่สุดคือ ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิงประมาณ 3 เท่า และสาเหตุหลัก เกิน 85% คือ "โรคหลอดเลือดหัวใจ" ภัยเงียบที่นักวิ่งมองไม่เห็น คือ ไขมันในเลือดสู

ไขมันในเลือดสูงมักไม่มีอาการ หลายคนยังใช้ชีวิต ออกกำลังกาย และแข่งขันกีฬาได้ตามปกติ แต่ในความเป็นจริง อาจมีคราบไขมันสะสมอยู่ในหลอดเลือดหัวใจโดยไม่รู้ตัว

เมื่อออกกำลังกายหนัก คราบไขมันอาจแตกหรือหลุด ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
หากเป็นการอุดตันในเส้นเลือดขนาดเล็ก การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) และการส่งต่อเพื่อทำบอลลูนหลอดเลือดอาจช่วยชีวิตได้
แต่หากเป็นการอุดตันในเส้นเลือดหลัก โอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก ปั้มหัวใจไม่ขึ้นเลย
แม้จะได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ก็ตาม

การตรวจคัดกรองก่อนแข่งกีฬา จึงถือว่าความรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง
สำหรับนักวิ่งที่มีอายุ 35–40 ปีขึ้นไป
โดยเฉพาะผู้ที่มี ไขมันในเลือดสูง โรคประจำตัว หรือความเสี่ยงปานกลางขึ้นไปต่อโรคหัวใจ ควรได้รับการตรวจคัดกรองก่อนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา ถ้ามีไขมันสูงและมีคราบไขมันในหลอดเลือด

การรักษาไขมันในเลือด ไม่ต่างจากการคาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถ อาจไม่ได้ป้องกันอุบัติเหตุทั้งหมด
แต่ช่วยลดความรุนแรงและโอกาสเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

การวิ่ง และการแข่งอย่างปลอดภัย จึงเรื่องของ "ความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตัวเอง" เพราะบางครั้ง ความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่การวิ่งเร็วเกินไป แต่คือการวิ่ง โดยไม่รู้ว่าหัวใจของเราพร้อมหรือไม่ครับ

ขอให้ นักวิ่งทั้ง 3 ท่าน แข็งแรงฟื้นตัวโดยเร็ว ผมขออนุญาตใช้โอกาสนี้ ส่งต่อความรู้ให้ทุกคนที่กำลังแข่งกีฬาครับ

สสจ.บุรีรัมย์ เผย นักวิ่ง 3 ราย ปลอดภัย
ด้าน สสจ.บุรีรัมย์ รายงานวา เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 เวลา 15.00 น. ณ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ นพ.พิเชษฐ พืดขุนทด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นพ.ภูวดล กิตติวัฒนาสาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบุรีรัมย์

เยี่ยมให้กำลังใจนักวิ่ง รายการ BURIRAM MARATHON 2026 เนื่องจากในระหว่างวิ่งผู้ป่วยหยุดหายใจ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ทำการปั้มหัวใจ (cardiac arrest) และนำตัวส่งเข้ารักษาต่อที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อย่างรวดเร็ว ผลการรักษา ผู้ป่วยทั้ง 3 ราย ปลอดภัยดี

ในการนี้ ผู้ป่วยทั้ง 3 ราย ได้ชื่นชมทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และทีมสนับสนุน โดยมีการเตรียมความพร้อมของทีมเป็นอย่างดี เข้าหาผู้ป่วยรวดเร็ว...

ที่มา : ข่าวสด
#17

รีวิวจากผู้เรียนจริง BHC รุ่นที่ 10 | Becoming Health Coach

เสียงจากผู้เรียนจริง | BHC รุ่นที่ 10 | Becoming Health Coach
ในวันที่คนป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี
การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไม่ใช่ทางเลือก
แต่คือ "ทักษะสำคัญของชีวิต"

วิดีโอนี้คือ เสียงจริงจากผู้เรียน BHC รุ่นที่ 10
หลักสูตร Becoming Health Coach (BHC)
ที่ช่วยให้คนธรรมดา
เข้าใจโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
และสามารถดูแลสุขภาพตนเองและผู้อื่นได้จริง

ผู้เรียนได้เรียนรู้
✔ แนวคิด Lifestyle Medicine ที่นำไปใช้ได้จริง
✔ การดูแลสุขภาพเชิงพฤติกรรม
✔ บทบาทใหม่ของ Health Coach ในสังคมปัจจุบัน
✔ การต่อยอดความรู้สู่การใช้งานจริง และบทบาทอาชีพ

📣 เปิดรับสมัครแล้ว
Becoming Health Coach (BHC) รุ่นที่ 11

📅 เดือนมีนาคม 2569
• On-site : 7–8 และ 21–22
• Online : 15
🎓 เรียน 5 วัน ได้ Certificate รับรอง

📲 สมัครเรียน / สอบถามรายละเอียด
https://lin.ee/Uy1dVRM

#18


🎀 มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ และเป็นมะเร็งอันดับต้นๆ เช่นกัน ที่ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายมากเลยค่ะ

คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้ดีมาก แต่มะเร็งเต้านมที่กลไกขึ้นกับผลจากเนื้อเยื่อไขมันและสาร IGF-I มาก ดูจะได้รับอานิสงส์มากเป็นพิเศษค่ะ


🧩 มะเร็งเต้านม ก็เหมือนกับมะเร็งทั่วไป คือกำเนิดจากเซลล์ที่ควบคุมการแบ่งตัวไม่ได้
หากร่างกายมีอักเสบเรื้อรัง มีอนุมูลอิสระมากๆ มีโอกาสที่ DNA เสียหายได้มาก

และหากภูมิคุ้มกันที่คอยสอดส่อง (NK cell, CD8+ T cell)
อ่อนแอลง ก็จะหลุดการค้นหาได้มากขึ้น

แต่ที่พิเศษกว่าตัวอื่นคือ มะเร็งเต้านม (บางชนิด) จะขึ้นกับฮอร์โมนมาก เพราะเดิมทีฮอร์โมนนี้กระตุ้นการเจริญของเต้านมอยู่แล้ว ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สามารถผลิตได้เพิ่มจากเนื้อเยื่อไขมันด้วย โดยใช้วัตถุดิบที่ส่งต่อมาจากตัวต่อมจริงๆ นั่นแหละ

รวมทั้งภาวะดื้ออินซูลินยิ่งส่งผลมาก เพราะตับอ่อนจะยิ่งหลั่งอินซูลินออกมามาก ทำให้กระตุ้นการโตของเซลล์เต้านมได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านทางเพิ่ม IGF-1

สุดท้ายคือเรื่องพันธุกรรม บางคนมีพันธุกรรมที่เสี่ยงสูงมาก หรือแค่เพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อยก็มี จุดนี้คงพูดอะไรมากไม่ได้ เราควรเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เปลี่ยนได้ดีกว่าค่ะ

🏃�♀️ การออกกำลังกายเข้าไปตัดวงจรตรงไหนบ้าง

1️⃣ ลดสัญญาณเร่งการแบ่งตัว การออกกำลังกายทำให้
1. กล้ามเนื้อตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น
2. เพิ่มการสลายไขมัน ลดขนาดเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้ลดการปล่อยสารก่ออักเสบที่เป็นตัวการสำคัญทำให้ดื้ออินซูลิน

ผลคือ
→ อินซูลินออกฤทธิ์ดีขึ้น คุมน้ำตาลดีขึ้น
→ ตับอ่อนไม่จำเป็นต้องหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้นอีกต่อไป
→ อินซูลินและ IGF-1 ซึ่งเป็นสารกระตุ้นการแบ่งตัว เริ่มกลับมาปกติ
→ ลดสัญญาณ "โตเร็ว แบ่งเร็ว" ที่เซลล์ผิดปกติใช้

2️⃣ กดการอักเสบเรื้อรังที่มะเร็งชอบ ออกกำลังกายช่วยทั้งทางตรงและทางอ้อมเลย
ทางตรง: กล้ามเนื้อปล่อย IL-6 ออกมามีฤทธิ์ต้านอักเสบ
ทางอ้อม: ลดขนาดเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้ลดการปล่อยสารอักเสบ, เพิ่มเม็ดเลือดขาว Treg, M2 ที่หลั่งสารต้านอักเสบ
ทำให้การอักเสบเงียบๆ ที่เคยหล่อเลี้ยงมะเร็ง

3️⃣ ปรับสมดุลฮอร์โมนเอสโตรเจน
เนื้อเยื่อไขมันคือแหล่งสำคัญที่นำวัตถุดิบเดิมจากที่ต่อมเพศสร้างมา มาเปลี่ยนเป็น estrogen ทำให้เซลล์เต้านมถูกกระตุ้นมากเกินไป
การออกกำลังกายทำให้ลดขนาดเนื้อเยื่อไขมัน ลดเมตาบอลิซึมที่ใช้สร้าง estrogen เพิ่มด้วย

4️⃣ ปลุกภูมิคุ้มกันให้เห็นเซลล์ผิดปกติ การออกกำลังกายช่วย
→ เพิ่มการทำงานของ NK cell และ CD8+ T cell
→ ทำให้เซลล์ที่เริ่มผิดปกติถูกกำจัดได้เร็ว

ก่อนจะสะสมจนกลายเป็นก้อนมะเร็งจริงๆ


🎯 ผลลัพธ์ที่เห็นได้จริง

ผู้หญิงที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
▪️ มีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมลดลง
▪️ หากเคยเป็น โอกาสกลับมาเป็นซ้ำลดลง
▪️ การดำเนินโรครุนแรงน้อยลง

มะเร็งเต้านมชนิดที่ขึ้นกับฮอร์โมนจะได้รับประโยชน์มากสุด แต่ชนิดอื่นๆ แม้จะไม่ได้ผลโดยตรง แต่ผลภาพรวมเรื่องคุมการอักเสบก็ช่วยอยู่ดี


🩺 ควรออกกำลังกายแบบไหน

▪️ แอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน
อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ ช่วง PM2.5 สูง ใช้วิธีวิ่งลู่วิ่ง, เต้นแอโรบิก
▪️ เสริมแรง 2–3 ครั้ง/สัปดาห์
เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและสารป้องกันโรคจากกล้ามเนื้อ

ไม่ต้องโหด แต่ต้อง สม่ำเสมอ


สำหรับคุณผู้ชาย การออกกำลังกายก็ป้องกันมะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วยค่ะ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ที่ขึ้นกับ IGF-1 และเนื้อเยื่อไขมันเหมือนกัน ก็ได้ประโยชน์ไม่แพ้กันเลยค่ะ

มาออกกันเพื่อตัวเราในอนาคตกันค่ะ

ที่มา : เพจ Tensia

#มะเร็งเต้านม
#19


มหัศจรรย์แห่งการรีไซเคิลเซลล์: Autophagy
ความลับของ Longevity หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

เริ่มต้นขึ้นในระดับเซลล์ โดยมีกระบวนการสำคัญที่ชื่อว่า "Autophagy" (ออโต้ฟจี้)
เปรียบเสมือนว่าร่างกายของเรามี "ระบบทำความสะอาดตามธรรมชาติ" (Natural Cleaning Process) ที่คอยทำหน้าที่ดังนี้:

* กำจัดขยะในเซลล์: คอยเก็บกวาดโปรตีนที่เสียหายหรือส่วนประกอบของเซลล์ที่เสื่อมสภาพ
* รีไซเคิลพลังงาน: นำส่วนที่ยังใช้ได้กลับมาหมุนเวียนเป็นพลังงานใหม่ให้กับเซลล์
* ฟื้นฟูความอ่อนเยาว์: เมื่อขยะในเซลล์น้อยลง เซลล์ก็ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเสื่อมช้าลง

3 วิธีธรรมชาติในการกระตุ้น Autophagy (การทำความสะอาดเซลล์)
1. Intermittent Fasting (IF): การเว้นระยะการกินอาหารเป็นวิธีที่ทรงพลังที่สุด เมื่อร่างกายหยุดรับพลังงานจากภายนอก เซลล์จะเริ่มกระบวนการ "กินตัวเอง" โดยเลือกกำจัดโปรตีนที่เสื่อมสภาพเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน

2. การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Weight Training): การเว้นระยะพักและสร้างความเครียดที่เหมาะสมให้กับกล้ามเนื้อช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมระดับเซลล์ ซึ่งเหมาะกับแนวทางที่พี่สุเป็นโค้ชออกกำลังกายที่เน้นเวทเทรนนิ่งให้คนวัย 40+ อย่างมากครับ

3. การควบคุมระดับอินซูลิน: การลดน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสีจะช่วยให้ร่างกายไม่อยู่ในสภาวะสะสมตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับจุดขายเรื่องการแก้ปัญหา "ดื้ออินซูลิน" ของพี่สุเพื่อให้ฮอร์โมนกลับมาสมดุลและชะลอวัยได้จริง

ในภาพนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า Autophagy หรือระบบรีไซเคิลขยะในเซลล์ตามธรรมชาติ
✅ ช่วยกำจัดโปรตีนที่เสื่อมสภาพ
✅ ล้างสารพิษตกค้างระดับลึก
✅ คืนความสดใสให้ระบบฮอร์โมน

ถ้าเราปล่อยให้เซลล์เต็มไปด้วย 'ขยะ' (จากน้ำตาลและไลฟ์สไตล์ที่ผิด) ร่างกายจะอักเสบและแก่เร็ว แต่ถ้าเรารู้วิธีกระตุ้นให้เซลล์ล้างตัวเองบ่อยๆ ผลลัพธ์คืออายุเซลล์ที่ลดลง


#Longevity #LifestyleMedicine #ชะลอวัย #Autophagy #อายุเซลล์ #ปรับสมดุลฮอร์โมน"
#20


หลายคนยังคิดว่า "ภูมิคุ้มกัน" อยู่แค่ในเลือด แต่จริงๆ แล้ว ด่านใหญ่ที่สุดของภูมิคุ้มกัน อยู่ที่ลำไส้ เพราะลำไส้คือบ้านของระบบนิเวศน์ขนาดย่อมของเหล่าจุลชีพ ( gut microbiome ) แบคทีเรียนับล้านล้านตัว ที่คอย "คุย" กับ immune system ตลอดเวลา

ถ้า microbiome สมดุล แบคทีเรียดีจะช่วยสอนภูมิให้รู้จัก
👉 อะไรควรสู้
👉 อะไรควรเฉย
ระบบภูมิจึงอยู่ในโหมด สงบแต่พร้อม

แต่ถ้าเกิด dysbiosis คือสมดุลพัง แบคทีเรียบางชนิดลดลง
บางชนิดมีสัดส่วนสูงขึ้น ซึ่งมักจะเป็นตัวก่ออักเสบ ซึ่ง dysbiosis เกิดได้ง่ายจาก

- อาหารแปรรูปทุกวัน มีภาวะน้ำตาลสูงลอย
- การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ
- การนอนน้อย ความเครียดเรื้อรัง
- และการขาดการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ผลคือเกิดการอักเสบเรื้อรัง มันเชื่อมโยงกับ
▪️ ดื้ออินซูลิน / เบาหวาน
▪️ คราบไขมันผนังหลอดเลือด
▪️ โรคภูมิแพ้และ autoimmune
▪️ ภาวะเหนื่อยล้าเรื้อรัง
▪️ การแก่ของเซลล์ที่เร็วขึ้น

แต่ภาวะนี้แก้ได้ค่ะ ถ้าเราค่อยๆ แก้ dysbiosis ได้
แบคทีเรียจะเริ่มกลับมาสมดุล ตัวที่สร้างกรดไขมันสายสั้น สื่อสารภูมิต้านอักเสบ
ก็มีจำนวนมากขึ้น กลุ่มที่ปล่อยสารอักเสบก็ลดลง

วิธีดูแลลำไส้ เพื่อให้ภูมิสงบ
✅ กินใยอาหารให้พอ เพื่อเลี้ยงแบคทีเรียดี
✅ ลดอาหารแปรรูป น้ำตาลสูง
✅ ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
✅ นอนให้พอ
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
✅ จัดการความเครียด

หรือ เพิ่มจุลินทรีย์สายพันธุ์ดีเข้าไปขยายเผ่าพันธุ์