ข่าว:

SMF - ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว!

เมนูหลัก

กระทู้ล่าสุด

#11

ช่วงตอบคำถามกับ ดร. เจสัน ฟุง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การทำ Fasting หรือ การอดอาหารเป็นช่วงเวลาเพื่อสุขภาพ
โดยเนื้อหาเน้นอธิบายว่าร่างกายสามารถดึง พลังงานที่สะสมไว้ในรูปของไขมันและน้ำตาล มาใช้ได้เมื่อเราหยุดรับประทานอาหารชั่วคราว
ซึ่งช่วยแก้ปัญหาสุขภาพอย่าง โรคเบาหวานประเภทที่ 2 และโรคอ้วน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีการตอบข้อสงสัยยอดนิยม เช่น การรักษา มวลกล้ามเนื้อ ในช่วงอดอาหาร วิธีเอาชนะสภาวะน้ำหนักนิ่ง และการปรับตารางเวลาให้เหมาะสมกับ วัฏจักรฮอร์โมนของผู้หญิง

ในช่วงท้ายได้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจาก Unicity ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดความหิวและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ เพื่อให้ผู้คนสามารถสร้างนิสัยการดูแลสุขภาพให้ยั่งยืนและบรรลุเป้าหมาย ระบบเผาผลาญที่ดี ได้ง่ายขึ้นด้วยตนเอง
#12

TPQI รับรองสมรรถนะ Health Coach กว่า 700 คน ยกระดับผู้นำด้านสุขภาพพร้อมสร้างชุมชุมสุขภาพดี
นายพิสิฐ รังสฤษฏ์วุฒิกุล ประธานกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ มอบหนังสือรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ และประกาศนียบัตรฝึกอบรมแก่ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร Becoming Health Coach (BHC) รุ่นที่ 2–6 ซึ่งจัดโดยห้างหุ้นส่วนจำกัด แฮ็ฟส์ อิท ออล องค์กรที่ทำหน้าที่ให้บริการฝึกอบรม ในสาขาวิชาชีพบริการสุขภาพ สาขาโภชนาการ ที่ได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI โดยมีผู้ได้รับหนังสือรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ อาชีพผู้ให้คำแนะนำด้านอาหารและโภชนาการ (Food and nutrition coach/ advisor) จำนวน 734 คน และเข้าร่วมพิธีรับหนังสือรับรองภายในงานกว่า 300 คน ณ Convention Hall ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีและสร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร Becoming Health Coach ซึ่งได้ผ่านกระบวนการฝึกอบรม การวัดผล และการประเมินสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ พร้อมเตรียมนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดการภายในงานประกอบด้วยพิธีมอบประกาศนียบัตรฝึกอบรมและหนังสือรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ การถ่ายทอดประสบการณ์

การเรียนรู้สู่การเป็น Health Coach มืออาชีพ ตลอดจนกิจกรรมยกระดับทักษะเพื่อสร้างอาชีพ Health Coach ที่มั่นคงและยั่งยืน
ห้างหุ้นส่วนจำกัด แฮ็ฟส์ อิท ออล เป็นหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก และมีประสบการณ์ด้านการจัดฝึกอบรมมากกว่า 5 ปี โดยมุ่งสร้างผู้นำด้านสุขภาพ หรือ Health Coach ให้มีทั้งความรู้ ทักษะการดูแลสุขภาพ ความสามารถในการสื่อสาร และการสร้างแรงบันดาลใจแก่ประชาชนในชุมชน เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพแบบองค์รวม สร้างสุขภาวะที่ดีในระยะยาว และร่วมลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรม

หลักสูตร Becoming Health Coach มาแล้วไม่น้อยกว่า 8 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรมรวมกว่า 916 คน สะท้อนถึงความพร้อมในการพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ ทั้งด้านการคัดกรองเนื้อหาด้านอาหารและโภชนาการให้ถูกต้องและเหมาะสมก่อนเผยแพร่ การเลือกใช้สื่อความรู้ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ การจัดเตรียมเนื้อหาที่ถูกต้อง การเลือกใช้กลยุทธ์การสื่อสารให้เหมาะกับผู้รับสาร ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลด้านอาหารและโภชนาการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงการฝึกอบรมเข้ากับมาตรฐานอาชีพ เพื่อยกระดับ Health Coach ให้เป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และได้รับการรับรองสมรรถนะอย่างเป็นระบบ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ส่งเสริมการดูแลตนเองเชิงป้องกัน และร่วมสร้างชุมชนสุขภาพที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

สนใจเรียน/สอบถามหลักสูตร
https://lin.ee/WQfcpCC

 #TPQIแห่งเดียวที่ให้คุณวุฒิวิชาชีพ #สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ #คุณวุฒิวิชาชีพ #มาตรฐานอาชีพ #อาชีพ #BHC
#13
Product Intervention / Product Intervention คืออะไร
โพสต์ล่าสุดโดย admin - ก.ค 27, 2026, 10:24 PM
Product Intervention คือการใช้ผลิตภัณฑ์หรือตัวช่วยเฉพาะทางเข้ามาแทรกแซงหรือแก้ปัญหาในจุดที่ร่างกาย พฤติกรรม หรือกระบวนการเดิมทำได้ยากหรือไม่สำเร็จด้วยตัวเอง เช่น การใช้อาหารเสริม ไฟเบอร์เฉพาะทาง หรือฮอร์โมนเสริมเพื่อช่วยเรื่องสุขภาพและการลดน้ำหนัก


ลักษณะสำคัญของ Product Intervention
ตัวช่วยเสริม: เป็นเครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ทำเองได้ยาก
แก้ปัญหาเฉพาะจุด: มุ่งเน้นจัดการปัญหาระยะสั้นหรือภาวะที่ไม่สมดุล เช่น ปัญหาฮอร์โมน ระบบเผาผลาญ หรือภาวะโภชนาการ
ใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรม: มักใช้ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนพฤติกรรมหลักเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
#14
Feel Great คืออะไร / GLP-1 คืออะไร? กลไกคุมหิวธรรมช...
โพสต์ล่าสุดโดย admin - มี.ค 13, 2026, 12:00 AM


ระบบ Feel Great คือโปรแกรมดูแลสุขภาพและลดน้ำหนักจากบริษัท Unicity ที่ผสมผสานการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 2 ชนิด ร่วมกับการทำ Intermittent Fasting (IF) หรือการจำกัดช่วงเวลาการรับประทานอาหาร

โดยระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยปรับระบบเผาผลาญและลดภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

ระบบ Feel Great ช่วยลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพผ่านกลไกหลักดังนี้:
กระตุ้นฮอร์โมน GLP-1 ตามธรรมชาติ: ผลิตภัณฑ์ Unimate (สารสกัดจากชาเยอร์บามาเต้เข้มข้น) ทำหน้าที่เป็น Natural GLP-1 Agonist ซึ่งเลียนแบบการทำงานของฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งออกมาหลังรับประทานอาหารเพื่อส่งสัญญาณไปยังสมองว่า "อิ่มแล้ว"

ช่วยระงับความอยากอาหาร ลดอาการอยากน้ำตาลหรือของจุกจิก (Food Noise) และช่วยให้การทำ IF เป็นไปได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้สึกโหย

ควบคุมระดับน้ำตาลและอินซูลิน: ผลิตภัณฑ์ Balance เป็นใยอาหารสูตรเฉพาะ (Fiber Matrix) ที่รับประทานก่อนอาหาร 10-15 นาที

ใยอาหารนี้จะสร้างลักษณะคล้ายเจลเคลือบทางเดินอาหาร ช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด

ส่งผลให้ระดับอินซูลินไม่พุ่งสูงเกินไป (Insulin Spike) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ร่างกายดึง ไขมันที่สะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงาน ได้ง่ายขึ้น

เพิ่มอัตราการเผาผลาญ (BMR): Unimate ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย (Basal Metabolic Rate) เพิ่มพลังงานและการเผาผลาญไขมันโดยรวม

นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มกระบวนการสร้างคีโตน (Ketones) ในช่วงที่ร่างกายอยู่ในสภาวะอดอาหาร (Fasted State) ทำให้เผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น

เพิ่มความอิ่มและสุขภาพลำไส้: ใยอาหารใน Balance ช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่ม (Satiety) ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลงโดยธรรมชาติ

และยังมีพรีไบโอติกที่ช่วยบำรุงจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายและสุขภาพโดยรวม

วิธีการปฏิบัติเบื้องต้น:
เช้า: ดื่ม Unimate เพื่อเพิ่มความสดชื่น สมาธิ และระงับความหิวในช่วงที่ทำ IF
ก่อนมื้อกลางวันและมื้อเย็น ดื่ม Balance / Bios Life S เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น
ช่วงเวลาทานอาหาร: ทำ IF โดยทั่วไปคือการอดอาหารต่อเนื่อง 12-16 ชั่วโมง (เช่น ทานมื้อเย็นเสร็จแล้วเริ่มมื้อแรกของวันถัดไปในตอนเที่ยง)
ระบบนี้ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพเทียบเคียงกับการใช้ยาฉีดลดน้ำหนักบางกลุ่ม แต่เป็นทางเลือกจากธรรมชาติที่ปลอดภัยกว่าและไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง

โดยมีผลการศึกษาทางคลินิกยืนยันว่าช่วยลดน้ำหนัก รอบเอว และดัชนีมวลกาย (BMI) ได้จริง

สั่งซื้อด้วยตนเองในราคาพิเศษ : https://ufeelgreat.com/c/FEW
สอบถามเพิ่มเติม https://lin.ee/noDFHxd
#15


ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิทย์ไบโอเทค ให้ความรู้ผ่านเพจ "Anan Jongkaewwattana" โดยระบุว่า

เมื่อน้ำตาลทำร้ายตับไม่ต่างจากเหล้า ข้อมูลความเชื่อมโยงแบคทีเรียในลำไส้กับโรคตับอักเสบ

มีคำเตือนที่ได้ยินมาตลอดคือ "กินหวานมากไปไม่ดี" เพราะจะทำให้อ้วนหรือเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน งานวิจัยล่าสุดใน Cell Metabolism พบอะไรมากกว่าความเสี่ยงนั้นอืกครับ คือการกินน้ำตาลที่มากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลฟรักโทส อาจกำลังทำลายตับของเราด้วยกลไกที่คล้ายคลึงกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก แม้ว่าเราจะไม่ใช่นักดื่มเลยก็ตาม การค้นพบนี้กำลังเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไขมันพอกตับ และชี้ให้เห็นว่าศัตรูที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ในลำไส้ของเราเอง  โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (MASLD) เป็นภัยเงียบที่คุกคามคนทั่วโลก แต่สิ่งที่คุณหมอกังวลที่สุดคือเมื่อโรคนี้พัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงที่เรียกว่า "MASH" ซึ่งมีการอักเสบและเกิดพังผืดในตับ จนนำไปสู่ตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ คำถามสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบมานานคือ อะไรเป็นตัวเร่งให้ไขมันพอกตับธรรมดาๆ กลายร่างเป็นโรคร้ายแรงนี้ได้อย่างรวดเร็ว คำตอบที่พบจากการวิจัยล่าสุดคือ "แบคทีเรียในลำไส้" และ "สารพิษที่พวกมันสร้างขึ้น"

งานวิจัยชิ้นนี้ได้เจาะลึกถึงกระบวนการภายในร่างกายของเรา โดยชี้ให้เห็นว่าเมื่อเรากินอาหารที่มีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะน้ำตาลฟรักโทสที่พบได้ทั่วไปในเครื่องดื่มรสหวานและขนมขบเคี้ยว เรากำลังส่งเสบียงชั้นดีไปให้กับแบคทีเรียบางกลุ่มในลำไส้ แบคทีเรียเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ย่อยน้ำตาลเพื่อเป็นพลังงานตามปกติ แต่กลับเปลี่ยนสภาพน้ำตาลเหล่านั้นให้กลายเป็นสารเคมีอันตรายที่ชื่อว่า "อะเซทัลดีไฮด์" (Acetaldehyde) ซึ่งโดยปกติแล้วสารชนิดนี้เป็นสารพิษตกค้างที่ร่างกายต้องกำจัดออกหลังจากที่เราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ในกรณีของผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับ ร่างกายกลับผลิตสารพิษนี้ขึ้นมาเองภายในลำไส้จากการหมักบ่มน้ำตาล ปรากฏการณ์นี้คล้ายๆกับเรามีโรงงานผลิตแอลกอฮอล์ขนาดย่อมซ่อนอยู่ในท้องที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะไม่ได้ดื่มเหล้าเลยก็ตาม ซึ่งสารอะเซทัลดีไฮด์ที่เกิดขึ้นนี้มีความเป็นพิษสูงและเป็นตัวการสำคัญที่เล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือดและมุ่งหน้าไปทำลายเซลล์ตับโดยตรง

เมื่อสารพิษอะเซทัลดีไฮด์เดินทางไปถึงตับ มันจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นปฏิกิริยาลูกโซ่โดยเป้าหมายหลักของมันคือเซลล์ตับชนิดพิเศษที่เรียกว่า Hepatic Stellate Cells ซึ่งตามปกติจะสงบนิ่ง แต่เมื่อได้รับสารพิษนี้ เซลล์ดังกล่าวจะตื่นตัวและเริ่มผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า MMP7 ออกมาในปริมาณสูง โปรตีน MMP7 นี้เปรียบเสมือนนักออกแบบโครงสร้างตับใหม่ในทางที่ผิด โดยมันจะไปกระตุ้นกระบวนการสร้างพังผืดแทรกซึมเข้าไปในเนื้อตับอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเนื้อตับที่เคยนุ่มนวลและยืดหยุ่นให้กลายเป็นแผลเป็น แข็งกระด้าง และสูญเสียการทำงาน ซึ่งนี่คือลักษณะจำเพาะของการเกิดโรคตับแข็ง การค้นพบกลไกนี้ช่วยไขปริศนาว่า ทำไมการกินน้ำตาลที่มากเกินไปจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความรุนแรงของโรคตับ ยิ่งกินหวานมาก แบคทีเรียยิ่งผลิตสารพิษมาก และตับก็ยิ่งถูกเร่งให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น

ทีมวิจัยยังได้ค้นพบว่าการจัดการกับแบคทีเรียในลำไส้น่าจะเป็นทางแก้ไขที่ดี ทีมวิจัยได้คัดเลือกและพัฒนา "จุลินทรีย์ดี" หรือโพรไบโอติกสายพันธุ์ Ligilactobacillus salivarius โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ได้รับการตั้งชื่อว่า HAM ซึ่งมีความพิเศษเหนือกว่าจุลินทรีย์ทั่วไป นักวิจัยได้ปรับปรุงพันธุกรรมของจุลินทรีย์นี้ให้มีความสามารถเปรียบเสมือนเครื่องดูดฝุ่น โดยมันถูกออกแบบมาให้ดักจับและย่อยสลายสารพิษอะเซทัลดีไฮด์ในลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงก่อนที่สารพิษจะทันได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ผลการทดสอบในหนูทดลองน่าสนใจมาก คือ เมื่อหนูที่ได้รับจุลินทรีย์สายพันธุ์พิเศษนี้มีปริมาณสารพิษในตับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การอักเสบสงบลงและกระบวนการสร้างพังผืดในตับถูกยับยั้ง  ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนายาหรือแนวทางใหม่เพื่อปกป้องตับของผู้ป่วยในอนาคต

งานวิจัยชิ้นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอธิบายว่าทำไมคนชอบกินหวานถึงเสี่ยงต่อโรคตับรุนแรง แต่ยังเปิดประตูสู่วิธีการรักษาใหม่ๆ ในอนาคตที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้แทนการใช้ยาเคมี แต่ในระหว่างที่เรากำลังรอให้การรักษาด้วยโพรไบโอติกนี้พัฒนาจนใช้ได้จริงในมนุษย์ สิ่งที่เราสามารถทำได้ทันทีเพื่อปกป้องตับของเราคือการตระหนักว่า "น้ำตาล" อาจไม่ได้ให้แค่ความหวาน แต่อาจกำลังป้อนอาหารให้กับแบคทีเรียที่ผลิตสารพิษในร่างกายเรา ดังนั้น การลดหวานในวันนี้ จึงเป็นการช่วยชีวิตตับของเราได้ดีที่สุด

#16
Feel Great คืออะไร / เปลี่ยน Size ใน 90 วัน ลุ้นรับ...
โพสต์ล่าสุดโดย admin - ก.พ 16, 2026, 10:02 PM


เปลี่ยน Size ใน 90 วัน

ขอชวนทุกคนมาสนุกกับการแข่งขันดูแลสุขภาพตามโปรแกรม Feel Great ลุ้นรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 50,000 บาท ‼️
ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง...แต่คือการดูแลตัวเองอย่างภูมิใจพร้อมก้าวสู่เวอร์ชันที่ดีกว่าไปด้วยกัน 🤝

🏆 รางวัลชนะเลิศชาย 20000 บาท และ หญิง 20000 บาท
🏆 รางวัลรองชนะเลิศชาย 5000 บาท และ หญิง 5000 บาท
🎁 รางวัลชมเชยสำหรับผู้ที่มีพัฒนาการโดดเด่น

📌 กติกาการเข้าร่วม
1️⃣ ซื้อ Feel Great ชุด A จำนวน 3 ชุด(ซื้อเดือนละ 1 ชุด หรือซื้อครบในครั้งเดียวก็ได้ ภายในเดือน กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม)
2️⃣ กรอกใบสมัครพร้อมหลักฐานการวัดสัดส่วน + น้ำหนักโดยถ่ายคลิปก่อน–หลังให้เห็นหน้าผู้สมัครชัดเจน ส่งมาที่ ED up ในสายงาน
3️⃣ เปิดรับสมัคร📅 15 กุมภาพันธ์. – 20 มีนาคม 69 นี้ เท่านั้น
4️⃣ ประกาศผลผู้ชนะ📅  ไม่เกินวันที่ 15 กรกฎาคม 69 นี้

ต้องวัดอะไรบ้าง? มีแค่ 2 จุดหลัก ค่ะ

1️⃣ รอบเอว (Waist Circumference) วัดตรง เอวจริง / เอวคอดที่สุด หรือเหนือสะดือเล็กน้อย

วิธีวัด
 • ยืนตรง ผ่อนคลาย ไม่แขม่วท้อง
 • ใช้สายวัดรอบเอวแนบผิว แต่ไม่รัดแน่น
 • วัดหลังหายใจออกปกติ


2️⃣ รอบสะโพก (Hip Circumference) วัดตรง ส่วนที่กว้าง/ผายที่สุดของสะโพกและก้น

วิธีวัด
 • ยืนตรง เท้าชิด
 • วัดรอบส่วนที่นูนที่สุดของก้น
 • สายวัดต้องขนานพื้น ไม่เอียง


สูตรคำนวณ Hip Ratio (WHR)
\textbf{WHR = รอบเอว ÷ รอบสะโพก}

ตัวอย่าง
เอว 80 ซม. / สะโพก 100 ซม.
WHR = 0.80

สนใจทักไลน์ @sufeelgreat
#17
Feel Great คืออะไร / Feel Great เปลี่ยนร่าง สร้างหุ...
โพสต์ล่าสุดโดย admin - ก.พ 16, 2026, 08:54 PM


🌟 Feel Great, Look Great Challenge 🌟
เปลี่ยนตัวเอง...ให้สดใสในเดือนแห่งความรัก❤️


ขอชวนทุกคนมาสนุกกับการแข่งขันดูแลสุขภาพตามโปรแกรม Feel Great ลุ้นรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 50,000 บาท ‼️
ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง...แต่คือการดูแลตัวเองอย่างภูมิใจพร้อมก้าวสู่เวอร์ชันที่ดีกว่าไปด้วยกัน 🤝

🏆 รางวัลชนะเลิศชาย 20000 บาท และ หญิง 20000 บาท
🏆 รางวัลรองชนะเลิศชาย 5000 บาท และ หญิง 5000 บาท
🎁 รางวัลชมเชยสำหรับผู้ที่มีพัฒนาการโดดเด่น

📌 กติกาการเข้าร่วม
1️⃣ ซื้อ Feel Great ชุด A จำนวน 3 ชุด(ซื้อเดือนละ 1 ชุด หรือซื้อครบในครั้งเดียวก็ได้ ภายในเดือน กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม)
2️⃣ กรอกใบสมัครพร้อมหลักฐานการวัดสัดส่วน + น้ำหนักโดยถ่ายคลิปก่อน–หลังให้เห็นหน้าผู้สมัครชัดเจน ส่งมาที่ ED up ในสายงาน
3️⃣ เปิดรับสมัคร📅 15 กุมภาพันธ์. – 20 มีนาคม 69 นี้ เท่านั้น
4️⃣ ประกาศผลผู้ชนะ📅  ไม่เกินวันที่ 15 กรกฎาคม 69 นี้

ต้องวัดอะไรบ้าง? มีแค่ 2 จุดหลัก ค่ะ

1️⃣ รอบเอว (Waist Circumference) วัดตรง เอวจริง / เอวคอดที่สุด หรือเหนือสะดือเล็กน้อย

วิธีวัด
 • ยืนตรง ผ่อนคลาย ไม่แขม่วท้อง
 • ใช้สายวัดรอบเอวแนบผิว แต่ไม่รัดแน่น
 • วัดหลังหายใจออกปกติ


2️⃣ รอบสะโพก (Hip Circumference) วัดตรง ส่วนที่กว้าง/ผายที่สุดของสะโพกและก้น

วิธีวัด
 • ยืนตรง เท้าชิด
 • วัดรอบส่วนที่นูนที่สุดของก้น
 • สายวัดต้องขนานพื้น ไม่เอียง


สูตรคำนวณ Hip Ratio (WHR)
\textbf{WHR = รอบเอว ÷ รอบสะโพก}

ตัวอย่าง
เอว 80 ซม. / สะโพก 100 ซม.
WHR = 0.80

สนใจทักไลน์ @sufeelgreat


#18


"จา พนม" ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดี
ระยะที่ 3 เกือบ 4 สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม!
จากข่าวที่มีการเปิดเผยว่า คนใกล้ชิดของ จา พนม เคยตรวจพบมะเร็งถุงน้ำดีระยะที่ 3 เกือบ 4 เรื่องนี้สะท้อนว่ามะเร็งถุงน้ำดีถือเป็นโรคที่มาเงียบมากในช่วงแรก ๆ หลายคนไม่มีอาการชัด หรือเข้าใจว่าเป็นแค่นิ่วหรือโรคกระเพาะธรรมดา แต่พอเริ่มมีสัญญาณชัด มักหมายถึงโรคลุกลามแล้ว จึงเป็นมะเร็งที่ตรวจเจอยากและมักพบช้า วันนี้ผมเลยจะพาทุกคนรู้จักสัญญาณเตือนตั้งแต่ต้นครับ




1️⃣ มะเร็งถุงน้ำดีคืออะไร? ทำไมถึงเงียบในระยะแรก
ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะเล็กใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน มะเร็งถุงน้ำดีเกิดจากเซลล์ผนังถุงน้ำดีค่อย ๆ กลายพันธุ์และเติบโตผิดปกติ จุดที่น่ากลัวคือระยะแรกมักไม่มีอาการชัด เพราะถุงน้ำดีเล็กและไม่ค่อยมีเส้นประสาทให้ปวด ทำให้หลายคนรู้ตัวอีกทีตอนโรคลุกลามแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยคือ นิ่วเรื้อรัง ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อบางชนิด อายุที่มากขึ้น และภาวะอ้วนหรือสูบบุหรี่ โรคนี้มักมีการอักเสบสะสมมาหลายปี ดังนั้นคนที่มีนิ่วหรือติ่งเนื้อควรติดตามสม่ำเสมอครับ

2️⃣ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย
มะเร็งถุงน้ำดีไม่ได้เกิดขึ้นทันทีครับ แต่มีตัวกระตุ้นสำคัญ เช่น
• นิ่วในถุงน้ำดีเรื้อรัง โดยเฉพาะก้อนใหญ่หรือเป็นมานาน ผนังถุงน้ำดีเลยถูกระคายเคืองซ้ำ ๆ จนเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมาได้
• ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ผนังหนา ผิดรูป
• ติ่งเนื้อในถุงน้ำดีบางชนิดที่มีความเสี่ยง
• อายุเพิ่มขึ้น พบมากในคนอายุเกิน 60 ปี
• เพศหญิงพบมากกว่าผู้ชาย
• โรคท่อน้ำดีบางชนิด เช่น ท่อน้ำดีตีบหรือโป่งพอง
ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงก็มี อ้วน สูบบุหรี่ อาหารไขมันสูงเรื้อรัง สิ่งสำคัญคือ มะเร็งถุงน้ำดีมักจะมี "การอักเสบเรื้อรังนำมาก่อน" ไม่ใช่เกิดจะเป็นขึ้นมาก็เป็นได้เลยนะ
.
3️⃣ อาการที่ควรระวัง โดยเฉพาะ "ปวดท้อง + ตัวเหลือง"
มะเร็งถุงน้ำดีขึ้นชื่อว่าอาการมา "ช้าและไม่ชัด" หลายคนคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นแค่นิ่วหรือกรดไหลย้อน ซึ่งจริงไม่ควรมองข้ามไปแม้แต่นิดเดียวเลย ซึ่งอาการที่อาจเริ่มเจอ ได้แก่
• แน่นท้อง จุกเสียดชายโครงขวาหลังกินมัน
• ปวดท้องด้านขวาบนแบบหน่วง ๆ ไม่หาย
• คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว
• น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อ่อนเพลีย
แต่ถ้าเริ่มมีอาการแบบที่ข่าวพี่จาพูดถึง ต้องรีบตรวจทันที ตัวเหลือง ตาเหลือง (ก้อนกดท่อน้ำดี) ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คันตามตัวจากน้ำดีคั่ง ปวดท้องรุนแรงขึ้น หรือคลำได้ก้อน เพราะฉะนั้นการที่ตัวเองมีอาการตัวเหลืองไม่ใช่อาการธรรมดานะ เพราะนี่คือสัญญาณอุดตันของระบบท่อน้ำดีครับ
.
4️⃣ ตรวจเจอได้ยังไง? อัลตราซาวด์คือด่านแรก
การตรวจพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคืออัลตราซาวด์ช่องท้องครับ เพราะไม่เจ็บและเห็นถุงน้ำดีได้ชัด โดยแพทย์จะดูว่ามีผนังหนา นิ่ว หรือติ่งเนื้อผิดปกติหรือไม่ ถ้าสงสัยมากขึ้นอาจต้องตรวจ CT หรือ MRI เพื่อดูการลุกลามไปตับหรือท่อน้ำดี รวมถึงตรวจเลือดดูค่าตับประกอบด้วย
.
5️⃣ ติ่งเนื้อและนิ่วในถุงน้ำดี: เมื่อไหร่ควรผ่าตัด?
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ควรผ่าถ้า
มีขนาด มากกว่า 1 ซม. เป็นต้นไป และก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ
• อายุเกิน 50–60 ปีร่วมด้วย
• มีอาการปวด
• ผนังถุงน้ำดีหนา ฐานกว้าง
และนิ่วในถุงน้ำดีควรผ่าถ้า
• ปวดซ้ำ ๆ ชัดเจน เคยอักเสบ
• นิ่วก้อนใหญ่ > 2–3 ซม.
• มีนิ่วร่วมกับผนังผิดปกติหรือติ่งเนื้อ
• มักจะพบกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เบาหวานคุมยาก
การผ่าตัดส่วนใหญ่ส่องกล้อง เอาถุงน้ำดีออกทั้งใบ ใช้ชีวิตได้ปกติ เพียงแค่ลดอาหารมันจัดครับ
จากข่าวของพี่จา พนม ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่า มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่เตือนแรงในระยะแรก แต่พอเริ่มปวดหนัก ตัวเหลือง น้ำหนักลด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลุกลามแล้ว ใครที่มีนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือปวดชายโครงขวาเรื้อรัง อย่าปล่อยผ่านครับ แค่อัลตราซาวด์ตรวจเร็ว อาจช่วยจับโรคได้ก่อนจะสายเกินไปจริง ๆ


ที่มา : เพจหมอเจด
https://www.facebook.com/photo?fbid=911313171477353&set=a.173000251975319

#มะเร็งถุงน้ำดี #จาพนม
#19
อัพเดทข่าวสุขภาพ / Re: น้ำหนักเกิน มีความเสี่ยงมะ...
โพสต์ล่าสุดโดย ครูโยคะ - ก.พ 01, 2026, 10:48 PM
เป็นเรื่องจริง น้ำหนักเกิน / เสี่ยงเป็นมะเร็ง
มีเคสจริงจะมาเล่าให้ฟัง เผื่อเป็นประโยชน์

มีนักเรียนมาเรียนโยคะ อายุ 50 มีภาวะ น้ำหนักเกิน 15กก
BMI 24 และมีภาวะ #ไขมันในเลือดสุง #น้ำตาลสูง และ หมอเฝ้าระวัง #มะเร็งเต้านม
หมอแนะนำมาให้ออกกำลังกาย

เขาเป็นคนเหนื่อยง่าย คาร์ดิโด เวทเทรนนิ่ง ไม่ได้ จึงเลือกเรียนโยคะ
#20


หากท่านใดมีน้ำหนักเกิน (จากสัดส่วนไขมัน) อยากให้เริ่มวางแผนควบคุมน้ำหนักตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ เพราะว่า ภาวะน้ำหนักเกิน สนับสนุนการเกิดมะเร็งหลายกลไกเลย

1. เซลล์ไขมันที่เก็บไขมันจนเยอะเกิน จะเบียดกันเองจนขาดออกซิเจน เข้าสู่ภาวะ stress จนหลั่งสารก่ออักเสบไปทั่ว ร่างกายจะอักเสบอ่อนๆ ตลอดเวลา ซึ่งเป็นแวดล้อมที่หลายอวัยวะโดนทำร้ายเรื้อรัง มีโอกาสสูงที่ DNA จะเสียหายในตำแหน่งที่ควบคุมการแบ่งเซลล์
2. สิ่งที่ตามมาจากการอักเสบเรื้อรังคือ ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน กล้ามเนื้อไม่ยอมลดน้ำตาลในเลือด แถมตับยังสร้างน้ำตาลเพิ่มขึ้น ผลคือน้ำตาลในเลือดสูงลอย ทำให้สามารถเกิดปฏิกิริยาเกาะตามโครงสร้างต่างๆ (Glycation) รวมไปถึง DNA ด้วย จนโครงสร้างเสียหาย
3. ตับอ่อนตอบสนองต่อภาวะดื้ออินซูลินโดยการ หลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น ทำให้เซลล์หลายเซลล์ที่ไม่ได้ดื้อ จะโดนกระตุ้นแบบรุนแรง ทำให้เซลล์ที่ผิดปกติอยู่แล้ว แบ่งได้ไวขึ้น ถ้าเซลล์นั้นกำลังจะเป็นมะเร็ง ก็ได้โอกาสเพิ่มจำนวนมากขึ้น

ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต โดยใช้ Lifestyle Medicine เริ่มเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่วันนี้ได้เลยค่ะ

✅ ควบคุมน้ำหนัก ลดการกินลง เพิ่มช่วง fasting มากขึ้น โดยเฉพาะในคนที่น้ำหนักเกินมากๆ ยิ่งได้ประโยชน์
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เอาให้ได้ในระดับปานกลาง (รู้สึกเหนื่อย) ป้องกันการเกิดมะเร็ง และป้องกันตอนเป็นมะเร็งได้ทุกระยะ
✅ หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง: งดบุหรี่, งดสุรา, ลดอาหารทอดจนไหม้เกรียม, ลดเนื้อแปรรูป
✅ เพิ่มการกินเส้นใยมากขึ้น จากผัก ผลไม้ (เน้นผลไม้ที่หวานน้อย)
✅ ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ
✅ ตรวจคัดกรองมะเร็งพื้นฐาน เช่น เต้านม (Mammogram/อัลตราซาวด์), ปากมดลูก (Pap smear/HPV DNA), ลำไส้ใหญ่ (ส่องกล้อง)