ข่าว:

SMF - ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว!

เมนูหลัก

กระทู้ล่าสุด

#1


Fasting คืออะไร? (ทำความเข้าใจหลักการพื้นฐาน)
แนวคิดหลัก: ร่างกายของเราเก็บพลังงานไว้ใน 2 รูปแบบ คือ

น้ำตาล (ไกลโคเจนในตับ) และ ไขมันสะสม

เป้าหมายของการ Fasting: คือ การปล่อยให้ระดับอินซูลินลดลง
เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายดึง "พลังงานสะสม" ออกมาเผาผลาญ
เปรียบเทียบเหมือนตู้เย็น: หากเราซื้อของเข้าตู้เย็น (กินอาหาร) ตลอดเวลา
จนตู้เย็นเต็มและเริ่มส่งกลิ่น (อ้วน/เป็นเบาหวาน)
เราต้องหยุดซื้อของใหม่เข้าบ้าน เพื่อเคลียร์ของเก่าในตู้เย็นมาใช้ให้หมดก่อน
#2


การทำ Fasting หรือการทำ IF (Intermittent Fasting) คือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวหรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งหลักพื้นฐานสำหรับมือใหม่มีดังนี้ครับ:

1. เข้าใจหลักการพื้นฐาน: การดึงพลังงานสะสมมาใช้
ร่างกายของเราเก็บพลังงานไว้ใน 2 รูปแบบหลัก คือ น้ำตาล (ในรูปของไกลโคเจนในตับ) และไขมันสะสม
 หากเรากินอาหารตลอดเวลา ร่างกายจะได้รับพลังงานใหม่เสมอและไม่เคยดึงของเก่าออกมาใช้
 การทำ Fasting คือการบังคับให้ร่างกายดึงพลังงานที่สะสมไว้เหล่านี้ออกมาเผาผลาญ เปรียบเสมือนการนำอาหารที่แช่จนเต็มตู้เย็นออกมาใช้ก่อนที่มันจะเน่าเสีย

2. เริ่มต้นด้วยตารางเวลาที่เรียบง่าย
สำหรับมือใหม่ Dr. Jason Fung แนะนำแนวทางดังนี้:
ช่วงเวลาพื้นฐาน: คนส่วนใหญ่มักจะทำ Fasting ประมาณ 14 ชั่วโมงเป็นปกติอยู่แล้ว (เช่น ทานมื้อเย็นตอน 1 ทุ่ม และมื้อเช้าตอน 9 โมงเช้า)
สูตร 16:8: คือการขยับเวลา fasting เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 16 ชั่วโมง และมีช่วงเวลาทานอาหาร 8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมมาก
การสร้างนิสัย: ในช่วงแรก ควรทำอย่างสม่ำเสมอในเวลาเดิมทุกวัน เพื่อให้ร่างกายเกิดความคุ้นเคยจนกลายเป็นนิสัยเหมือนการแปรงฟัน ซึ่งจะช่วยให้ทำได้ง่ายขึ้นในระยะยาว

3. สร้างโครงสร้างการกินที่ชัดเจน
หัวใจสำคัญของการ Fasting ไม่ใช่แค่การเว้นระยะเวลา แต่คือ "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม":
งดการกินจุบจิบ (Snacking): ควรตั้งกฎให้ชัดเจนว่าจะทานเฉพาะในมื้ออาหารเท่านั้น (เช่น วันละ 2 หรือ 3 มื้อ) และไม่ทานอะไรเลยนอกเหนือจากนั้น
กำหนดสถานที่ทานอาหาร: ฝึกทานเฉพาะในที่ที่ควรทาน เช่น ห้องอาหาร เพื่อสร้างวินัยและลดการกินโดยไม่ตั้งใจ
การเลือกอาหาร: เมื่อทานอาหาร ควรเน้นอาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการ (Unprocessed foods) และลดคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี

4. ข้อแนะนำสำหรับผู้หญิง
ผู้หญิงที่ยังมีรอบเดือนควรปรับการ Fasting ให้สอดคล้องกับฮอร์โมน:
ช่วงครึ่งแรกของรอบเดือน (Follicular phase): เป็นช่วงที่ระดับเอสโตรเจนสูง ซึ่งช่วยยับยั้งความหิว ทำให้ การ Fasting ในช่วงนี้ทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่า
ช่วงตกไข่และก่อนมีประจำเอง: ร่างกายอาจมีความเครียดสูงขึ้นและหิวได้ง่ายกว่าปกติ แนะนำให้ ลดเวลา Fasting ลง หรือเน้นการเลือกทานอาหารที่ดีแทนการอดอาหารนานๆ

5. ความเข้าใจผิดเรื่องกล้ามเนื้อและการออกกำลังกาย
ไม่ต้องกลัวกล้ามเนื้อหาย: การออกกำลังกายคือตัวสร้างกล้ามเนื้อ ไม่ใช่การกินโปรตีนเพียงอย่างเดียว
 การ Fasting ในระยะเวลาปกติ (ไม่ใช่การอดหลายสิบวัน) ไม่ได้ทำให้สูญเสียกล้ามเนื้อหากคุณยังขยับร่างกายอยู่
ออกกำลังกายขณะ Fasting ได้: คุณสามารถวิ่งหรือออกกำลังกายในช่วงที่ Fasting ได้ตามปกติ ร่างกายมีความฉลาดพอที่จะดึงพลังงานจากไขมันสะสมมาใช้
 และการออกกำลังกายขณะท้องว่างยังอาจช่วยเพิ่ม Growth Hormone ได้อีกด้วย

6. เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
ความอดทน: สุขภาพที่เสียไปใช้เวลาสะสมมานาน ดังนั้นการฟื้นฟูก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน
หาชุมชนหรือโค้ช: การมีกลุ่มเพื่อนหรือที่ปรึกษาจะช่วยเรื่องกำลังใจและการรักษาความสม่ำเสมอ ซึ่งสำคัญกว่าแค่ความรู้อย่างเดียว
การดื่ม: คุณสามารถดื่มน้ำเปล่า ชา หรือกาแฟดำที่ไม่ใส่น้ำตาลได้ และสารให้ความหวานอย่าง Stevia (หญ้าหวาน) มักจะไม่กระตุ้นอินซูลินและไม่ทำให้การ Fasting หลุด

หากคุณรู้สึกว่าการ Fasting ในช่วงแรกทำได้ยาก อาจพิจารณาการใช้ตัวช่วยอย่างผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ ทานก่อนมื้ออาหาร เพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและทำให้อิ่มนานขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การ Fasting ในรอบถัดไปทำได้ง่ายขึ้นครับ
#3

ช่วงตอบคำถามกับ ดร. เจสัน ฟุง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การทำ Fasting หรือ การอดอาหารเป็นช่วงเวลาเพื่อสุขภาพ
โดยเนื้อหาเน้นอธิบายว่าร่างกายสามารถดึง พลังงานที่สะสมไว้ในรูปของไขมันและน้ำตาล มาใช้ได้เมื่อเราหยุดรับประทานอาหารชั่วคราว
ซึ่งช่วยแก้ปัญหาสุขภาพอย่าง โรคเบาหวานประเภทที่ 2 และโรคอ้วน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีการตอบข้อสงสัยยอดนิยม เช่น การรักษา มวลกล้ามเนื้อ ในช่วงอดอาหาร วิธีเอาชนะสภาวะน้ำหนักนิ่ง และการปรับตารางเวลาให้เหมาะสมกับ วัฏจักรฮอร์โมนของผู้หญิง

ในช่วงท้ายได้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจาก Unicity ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดความหิวและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ เพื่อให้ผู้คนสามารถสร้างนิสัยการดูแลสุขภาพให้ยั่งยืนและบรรลุเป้าหมาย ระบบเผาผลาญที่ดี ได้ง่ายขึ้นด้วยตนเอง
#4

TPQI รับรองสมรรถนะ Health Coach กว่า 700 คน ยกระดับผู้นำด้านสุขภาพพร้อมสร้างชุมชุมสุขภาพดี
นายพิสิฐ รังสฤษฏ์วุฒิกุล ประธานกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ มอบหนังสือรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ และประกาศนียบัตรฝึกอบรมแก่ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร Becoming Health Coach (BHC) รุ่นที่ 2–6 ซึ่งจัดโดยห้างหุ้นส่วนจำกัด แฮ็ฟส์ อิท ออล องค์กรที่ทำหน้าที่ให้บริการฝึกอบรม ในสาขาวิชาชีพบริการสุขภาพ สาขาโภชนาการ ที่ได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI โดยมีผู้ได้รับหนังสือรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ อาชีพผู้ให้คำแนะนำด้านอาหารและโภชนาการ (Food and nutrition coach/ advisor) จำนวน 734 คน และเข้าร่วมพิธีรับหนังสือรับรองภายในงานกว่า 300 คน ณ Convention Hall ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีและสร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร Becoming Health Coach ซึ่งได้ผ่านกระบวนการฝึกอบรม การวัดผล และการประเมินสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ พร้อมเตรียมนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดการภายในงานประกอบด้วยพิธีมอบประกาศนียบัตรฝึกอบรมและหนังสือรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ การถ่ายทอดประสบการณ์

การเรียนรู้สู่การเป็น Health Coach มืออาชีพ ตลอดจนกิจกรรมยกระดับทักษะเพื่อสร้างอาชีพ Health Coach ที่มั่นคงและยั่งยืน
ห้างหุ้นส่วนจำกัด แฮ็ฟส์ อิท ออล เป็นหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก และมีประสบการณ์ด้านการจัดฝึกอบรมมากกว่า 5 ปี โดยมุ่งสร้างผู้นำด้านสุขภาพ หรือ Health Coach ให้มีทั้งความรู้ ทักษะการดูแลสุขภาพ ความสามารถในการสื่อสาร และการสร้างแรงบันดาลใจแก่ประชาชนในชุมชน เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพแบบองค์รวม สร้างสุขภาวะที่ดีในระยะยาว และร่วมลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรม

หลักสูตร Becoming Health Coach มาแล้วไม่น้อยกว่า 8 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรมรวมกว่า 916 คน สะท้อนถึงความพร้อมในการพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ ทั้งด้านการคัดกรองเนื้อหาด้านอาหารและโภชนาการให้ถูกต้องและเหมาะสมก่อนเผยแพร่ การเลือกใช้สื่อความรู้ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ การจัดเตรียมเนื้อหาที่ถูกต้อง การเลือกใช้กลยุทธ์การสื่อสารให้เหมาะกับผู้รับสาร ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลด้านอาหารและโภชนาการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงการฝึกอบรมเข้ากับมาตรฐานอาชีพ เพื่อยกระดับ Health Coach ให้เป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และได้รับการรับรองสมรรถนะอย่างเป็นระบบ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ส่งเสริมการดูแลตนเองเชิงป้องกัน และร่วมสร้างชุมชนสุขภาพที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

สนใจเรียน/สอบถามหลักสูตร
https://lin.ee/WQfcpCC

 #TPQIแห่งเดียวที่ให้คุณวุฒิวิชาชีพ #สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ #คุณวุฒิวิชาชีพ #มาตรฐานอาชีพ #อาชีพ #BHC
#5
Product Intervention / Product Intervention คืออะไร
โพสต์ล่าสุดโดย admin - ก.ค 27, 2026, 10:24 PM
Product Intervention คือการใช้ผลิตภัณฑ์หรือตัวช่วยเฉพาะทางเข้ามาแทรกแซงหรือแก้ปัญหาในจุดที่ร่างกาย พฤติกรรม หรือกระบวนการเดิมทำได้ยากหรือไม่สำเร็จด้วยตัวเอง เช่น การใช้อาหารเสริม ไฟเบอร์เฉพาะทาง หรือฮอร์โมนเสริมเพื่อช่วยเรื่องสุขภาพและการลดน้ำหนัก


ลักษณะสำคัญของ Product Intervention
ตัวช่วยเสริม: เป็นเครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ทำเองได้ยาก
แก้ปัญหาเฉพาะจุด: มุ่งเน้นจัดการปัญหาระยะสั้นหรือภาวะที่ไม่สมดุล เช่น ปัญหาฮอร์โมน ระบบเผาผลาญ หรือภาวะโภชนาการ
ใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรม: มักใช้ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนพฤติกรรมหลักเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
#6
Feel Great คืออะไร / GLP-1 คืออะไร? กลไกคุมหิวธรรมช...
โพสต์ล่าสุดโดย admin - มี.ค 13, 2026, 12:00 AM


ระบบ Feel Great คือโปรแกรมดูแลสุขภาพและลดน้ำหนักจากบริษัท Unicity ที่ผสมผสานการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 2 ชนิด ร่วมกับการทำ Intermittent Fasting (IF) หรือการจำกัดช่วงเวลาการรับประทานอาหาร

โดยระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยปรับระบบเผาผลาญและลดภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

ระบบ Feel Great ช่วยลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพผ่านกลไกหลักดังนี้:
กระตุ้นฮอร์โมน GLP-1 ตามธรรมชาติ: ผลิตภัณฑ์ Unimate (สารสกัดจากชาเยอร์บามาเต้เข้มข้น) ทำหน้าที่เป็น Natural GLP-1 Agonist ซึ่งเลียนแบบการทำงานของฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งออกมาหลังรับประทานอาหารเพื่อส่งสัญญาณไปยังสมองว่า "อิ่มแล้ว"

ช่วยระงับความอยากอาหาร ลดอาการอยากน้ำตาลหรือของจุกจิก (Food Noise) และช่วยให้การทำ IF เป็นไปได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้สึกโหย

ควบคุมระดับน้ำตาลและอินซูลิน: ผลิตภัณฑ์ Balance เป็นใยอาหารสูตรเฉพาะ (Fiber Matrix) ที่รับประทานก่อนอาหาร 10-15 นาที

ใยอาหารนี้จะสร้างลักษณะคล้ายเจลเคลือบทางเดินอาหาร ช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด

ส่งผลให้ระดับอินซูลินไม่พุ่งสูงเกินไป (Insulin Spike) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ร่างกายดึง ไขมันที่สะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงาน ได้ง่ายขึ้น

เพิ่มอัตราการเผาผลาญ (BMR): Unimate ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย (Basal Metabolic Rate) เพิ่มพลังงานและการเผาผลาญไขมันโดยรวม

นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มกระบวนการสร้างคีโตน (Ketones) ในช่วงที่ร่างกายอยู่ในสภาวะอดอาหาร (Fasted State) ทำให้เผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น

เพิ่มความอิ่มและสุขภาพลำไส้: ใยอาหารใน Balance ช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่ม (Satiety) ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลงโดยธรรมชาติ

และยังมีพรีไบโอติกที่ช่วยบำรุงจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายและสุขภาพโดยรวม

วิธีการปฏิบัติเบื้องต้น:
เช้า: ดื่ม Unimate เพื่อเพิ่มความสดชื่น สมาธิ และระงับความหิวในช่วงที่ทำ IF
ก่อนมื้อกลางวันและมื้อเย็น ดื่ม Balance / Bios Life S เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น
ช่วงเวลาทานอาหาร: ทำ IF โดยทั่วไปคือการอดอาหารต่อเนื่อง 12-16 ชั่วโมง (เช่น ทานมื้อเย็นเสร็จแล้วเริ่มมื้อแรกของวันถัดไปในตอนเที่ยง)
ระบบนี้ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพเทียบเคียงกับการใช้ยาฉีดลดน้ำหนักบางกลุ่ม แต่เป็นทางเลือกจากธรรมชาติที่ปลอดภัยกว่าและไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง

โดยมีผลการศึกษาทางคลินิกยืนยันว่าช่วยลดน้ำหนัก รอบเอว และดัชนีมวลกาย (BMI) ได้จริง

สั่งซื้อด้วยตนเองในราคาพิเศษ : https://ufeelgreat.com/c/FEW
สอบถามเพิ่มเติม https://lin.ee/noDFHxd
#7


☀️ติดโซลาร์เซลล์ที่บ้าน ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท!
พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805) พ.ศ. 2569 ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569

ใครที่กำลังลังเลว่าจะติดโซลาร์เซลล์ดีไหม? ตอนนี้คือจังหวะที่ดีที่สุดครับ! รัฐบาลเคาะมาตรการกระตุ้นการใช้พลังงานสะอาด ช่วยให้เจ้าของบ้านประหยัดทั้งค่าไฟและลดภาษีได้แบบเต็มๆ

📌 สรุปเงื่อนไขง่ายๆ ใครได้สิทธิ์บ้าง?
✅ วงเงินลดหย่อน: ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท (รวมค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้ง)
✅ ใครมีสิทธิ์: บุคคลธรรมดาที่เสียภาษีเงินได้ และเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า/เจ้าของบ้าน
✅ ระยะเวลา: เริ่มติดตั้งและจ่ายเงินได้ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2569 – 31 ธันวาคม 2571
✅ สเปกที่กำหนด: ต้องเป็นระบบ On-Grid ขนาดไม่เกิน 10 kWp
✅ เอกสารสำคัญ: ต้องมี e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) เท่านั้นนะ!

💡 ข้อควรรู้:

✅ใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้ในปีที่ "เชื่อมต่อระบบสำเร็จ"
✅ใช้สิทธิ์ได้เพียง 1 ครั้ง ตลอดระยะเวลาโครงการ
✅ติดตั้งบนหลังคา ดาดฟ้า หรือตัวอาคารที่อยู่อาศัย

ประหยัดค่าไฟในระยะยาว แถมยังได้เงินคืนจากภาษีสูงสุดถึง 2 แสนบาท คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!

ที่มา : https://www.facebook.com/AltEnergyTH/

#โซลาร์เซลล์ #ลดหย่อนภาษี #พลังงานสะอาด #ประหยัดค่าไฟ #ราชกิจจานุเบกษา #SolarCell #ภาษี2569 #พลังงานทางเลือก
#8


ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิทย์ไบโอเทค ให้ความรู้ผ่านเพจ "Anan Jongkaewwattana" โดยระบุว่า

เมื่อน้ำตาลทำร้ายตับไม่ต่างจากเหล้า ข้อมูลความเชื่อมโยงแบคทีเรียในลำไส้กับโรคตับอักเสบ

มีคำเตือนที่ได้ยินมาตลอดคือ "กินหวานมากไปไม่ดี" เพราะจะทำให้อ้วนหรือเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน งานวิจัยล่าสุดใน Cell Metabolism พบอะไรมากกว่าความเสี่ยงนั้นอืกครับ คือการกินน้ำตาลที่มากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลฟรักโทส อาจกำลังทำลายตับของเราด้วยกลไกที่คล้ายคลึงกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก แม้ว่าเราจะไม่ใช่นักดื่มเลยก็ตาม การค้นพบนี้กำลังเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไขมันพอกตับ และชี้ให้เห็นว่าศัตรูที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ในลำไส้ของเราเอง  โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (MASLD) เป็นภัยเงียบที่คุกคามคนทั่วโลก แต่สิ่งที่คุณหมอกังวลที่สุดคือเมื่อโรคนี้พัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงที่เรียกว่า "MASH" ซึ่งมีการอักเสบและเกิดพังผืดในตับ จนนำไปสู่ตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ คำถามสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบมานานคือ อะไรเป็นตัวเร่งให้ไขมันพอกตับธรรมดาๆ กลายร่างเป็นโรคร้ายแรงนี้ได้อย่างรวดเร็ว คำตอบที่พบจากการวิจัยล่าสุดคือ "แบคทีเรียในลำไส้" และ "สารพิษที่พวกมันสร้างขึ้น"

งานวิจัยชิ้นนี้ได้เจาะลึกถึงกระบวนการภายในร่างกายของเรา โดยชี้ให้เห็นว่าเมื่อเรากินอาหารที่มีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะน้ำตาลฟรักโทสที่พบได้ทั่วไปในเครื่องดื่มรสหวานและขนมขบเคี้ยว เรากำลังส่งเสบียงชั้นดีไปให้กับแบคทีเรียบางกลุ่มในลำไส้ แบคทีเรียเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ย่อยน้ำตาลเพื่อเป็นพลังงานตามปกติ แต่กลับเปลี่ยนสภาพน้ำตาลเหล่านั้นให้กลายเป็นสารเคมีอันตรายที่ชื่อว่า "อะเซทัลดีไฮด์" (Acetaldehyde) ซึ่งโดยปกติแล้วสารชนิดนี้เป็นสารพิษตกค้างที่ร่างกายต้องกำจัดออกหลังจากที่เราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ในกรณีของผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับ ร่างกายกลับผลิตสารพิษนี้ขึ้นมาเองภายในลำไส้จากการหมักบ่มน้ำตาล ปรากฏการณ์นี้คล้ายๆกับเรามีโรงงานผลิตแอลกอฮอล์ขนาดย่อมซ่อนอยู่ในท้องที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะไม่ได้ดื่มเหล้าเลยก็ตาม ซึ่งสารอะเซทัลดีไฮด์ที่เกิดขึ้นนี้มีความเป็นพิษสูงและเป็นตัวการสำคัญที่เล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือดและมุ่งหน้าไปทำลายเซลล์ตับโดยตรง

เมื่อสารพิษอะเซทัลดีไฮด์เดินทางไปถึงตับ มันจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นปฏิกิริยาลูกโซ่โดยเป้าหมายหลักของมันคือเซลล์ตับชนิดพิเศษที่เรียกว่า Hepatic Stellate Cells ซึ่งตามปกติจะสงบนิ่ง แต่เมื่อได้รับสารพิษนี้ เซลล์ดังกล่าวจะตื่นตัวและเริ่มผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า MMP7 ออกมาในปริมาณสูง โปรตีน MMP7 นี้เปรียบเสมือนนักออกแบบโครงสร้างตับใหม่ในทางที่ผิด โดยมันจะไปกระตุ้นกระบวนการสร้างพังผืดแทรกซึมเข้าไปในเนื้อตับอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเนื้อตับที่เคยนุ่มนวลและยืดหยุ่นให้กลายเป็นแผลเป็น แข็งกระด้าง และสูญเสียการทำงาน ซึ่งนี่คือลักษณะจำเพาะของการเกิดโรคตับแข็ง การค้นพบกลไกนี้ช่วยไขปริศนาว่า ทำไมการกินน้ำตาลที่มากเกินไปจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความรุนแรงของโรคตับ ยิ่งกินหวานมาก แบคทีเรียยิ่งผลิตสารพิษมาก และตับก็ยิ่งถูกเร่งให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น

ทีมวิจัยยังได้ค้นพบว่าการจัดการกับแบคทีเรียในลำไส้น่าจะเป็นทางแก้ไขที่ดี ทีมวิจัยได้คัดเลือกและพัฒนา "จุลินทรีย์ดี" หรือโพรไบโอติกสายพันธุ์ Ligilactobacillus salivarius โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ได้รับการตั้งชื่อว่า HAM ซึ่งมีความพิเศษเหนือกว่าจุลินทรีย์ทั่วไป นักวิจัยได้ปรับปรุงพันธุกรรมของจุลินทรีย์นี้ให้มีความสามารถเปรียบเสมือนเครื่องดูดฝุ่น โดยมันถูกออกแบบมาให้ดักจับและย่อยสลายสารพิษอะเซทัลดีไฮด์ในลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงก่อนที่สารพิษจะทันได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ผลการทดสอบในหนูทดลองน่าสนใจมาก คือ เมื่อหนูที่ได้รับจุลินทรีย์สายพันธุ์พิเศษนี้มีปริมาณสารพิษในตับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การอักเสบสงบลงและกระบวนการสร้างพังผืดในตับถูกยับยั้ง  ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนายาหรือแนวทางใหม่เพื่อปกป้องตับของผู้ป่วยในอนาคต

งานวิจัยชิ้นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอธิบายว่าทำไมคนชอบกินหวานถึงเสี่ยงต่อโรคตับรุนแรง แต่ยังเปิดประตูสู่วิธีการรักษาใหม่ๆ ในอนาคตที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้แทนการใช้ยาเคมี แต่ในระหว่างที่เรากำลังรอให้การรักษาด้วยโพรไบโอติกนี้พัฒนาจนใช้ได้จริงในมนุษย์ สิ่งที่เราสามารถทำได้ทันทีเพื่อปกป้องตับของเราคือการตระหนักว่า "น้ำตาล" อาจไม่ได้ให้แค่ความหวาน แต่อาจกำลังป้อนอาหารให้กับแบคทีเรียที่ผลิตสารพิษในร่างกายเรา ดังนั้น การลดหวานในวันนี้ จึงเป็นการช่วยชีวิตตับของเราได้ดีที่สุด

#9
Feel Great คืออะไร / เปลี่ยน Size ใน 90 วัน ลุ้นรับ...
โพสต์ล่าสุดโดย admin - ก.พ 16, 2026, 10:02 PM


เปลี่ยน Size ใน 90 วัน

ขอชวนทุกคนมาสนุกกับการแข่งขันดูแลสุขภาพตามโปรแกรม Feel Great ลุ้นรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 50,000 บาท ‼️
ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง...แต่คือการดูแลตัวเองอย่างภูมิใจพร้อมก้าวสู่เวอร์ชันที่ดีกว่าไปด้วยกัน 🤝

🏆 รางวัลชนะเลิศชาย 20000 บาท และ หญิง 20000 บาท
🏆 รางวัลรองชนะเลิศชาย 5000 บาท และ หญิง 5000 บาท
🎁 รางวัลชมเชยสำหรับผู้ที่มีพัฒนาการโดดเด่น

📌 กติกาการเข้าร่วม
1️⃣ ซื้อ Feel Great ชุด A จำนวน 3 ชุด(ซื้อเดือนละ 1 ชุด หรือซื้อครบในครั้งเดียวก็ได้ ภายในเดือน กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม)
2️⃣ กรอกใบสมัครพร้อมหลักฐานการวัดสัดส่วน + น้ำหนักโดยถ่ายคลิปก่อน–หลังให้เห็นหน้าผู้สมัครชัดเจน ส่งมาที่ ED up ในสายงาน
3️⃣ เปิดรับสมัคร📅 15 กุมภาพันธ์. – 20 มีนาคม 69 นี้ เท่านั้น
4️⃣ ประกาศผลผู้ชนะ📅  ไม่เกินวันที่ 15 กรกฎาคม 69 นี้

ต้องวัดอะไรบ้าง? มีแค่ 2 จุดหลัก ค่ะ

1️⃣ รอบเอว (Waist Circumference) วัดตรง เอวจริง / เอวคอดที่สุด หรือเหนือสะดือเล็กน้อย

วิธีวัด
 • ยืนตรง ผ่อนคลาย ไม่แขม่วท้อง
 • ใช้สายวัดรอบเอวแนบผิว แต่ไม่รัดแน่น
 • วัดหลังหายใจออกปกติ


2️⃣ รอบสะโพก (Hip Circumference) วัดตรง ส่วนที่กว้าง/ผายที่สุดของสะโพกและก้น

วิธีวัด
 • ยืนตรง เท้าชิด
 • วัดรอบส่วนที่นูนที่สุดของก้น
 • สายวัดต้องขนานพื้น ไม่เอียง


สูตรคำนวณ Hip Ratio (WHR)
\textbf{WHR = รอบเอว ÷ รอบสะโพก}

ตัวอย่าง
เอว 80 ซม. / สะโพก 100 ซม.
WHR = 0.80

สนใจทักไลน์ @sufeelgreat
#10
Feel Great คืออะไร / Feel Great เปลี่ยนร่าง สร้างหุ...
โพสต์ล่าสุดโดย admin - ก.พ 16, 2026, 08:54 PM


🌟 Feel Great, Look Great Challenge 🌟
เปลี่ยนตัวเอง...ให้สดใสในเดือนแห่งความรัก❤️


ขอชวนทุกคนมาสนุกกับการแข่งขันดูแลสุขภาพตามโปรแกรม Feel Great ลุ้นรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 50,000 บาท ‼️
ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง...แต่คือการดูแลตัวเองอย่างภูมิใจพร้อมก้าวสู่เวอร์ชันที่ดีกว่าไปด้วยกัน 🤝

🏆 รางวัลชนะเลิศชาย 20000 บาท และ หญิง 20000 บาท
🏆 รางวัลรองชนะเลิศชาย 5000 บาท และ หญิง 5000 บาท
🎁 รางวัลชมเชยสำหรับผู้ที่มีพัฒนาการโดดเด่น

📌 กติกาการเข้าร่วม
1️⃣ ซื้อ Feel Great ชุด A จำนวน 3 ชุด(ซื้อเดือนละ 1 ชุด หรือซื้อครบในครั้งเดียวก็ได้ ภายในเดือน กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม)
2️⃣ กรอกใบสมัครพร้อมหลักฐานการวัดสัดส่วน + น้ำหนักโดยถ่ายคลิปก่อน–หลังให้เห็นหน้าผู้สมัครชัดเจน ส่งมาที่ ED up ในสายงาน
3️⃣ เปิดรับสมัคร📅 15 กุมภาพันธ์. – 20 มีนาคม 69 นี้ เท่านั้น
4️⃣ ประกาศผลผู้ชนะ📅  ไม่เกินวันที่ 15 กรกฎาคม 69 นี้

ต้องวัดอะไรบ้าง? มีแค่ 2 จุดหลัก ค่ะ

1️⃣ รอบเอว (Waist Circumference) วัดตรง เอวจริง / เอวคอดที่สุด หรือเหนือสะดือเล็กน้อย

วิธีวัด
 • ยืนตรง ผ่อนคลาย ไม่แขม่วท้อง
 • ใช้สายวัดรอบเอวแนบผิว แต่ไม่รัดแน่น
 • วัดหลังหายใจออกปกติ


2️⃣ รอบสะโพก (Hip Circumference) วัดตรง ส่วนที่กว้าง/ผายที่สุดของสะโพกและก้น

วิธีวัด
 • ยืนตรง เท้าชิด
 • วัดรอบส่วนที่นูนที่สุดของก้น
 • สายวัดต้องขนานพื้น ไม่เอียง


สูตรคำนวณ Hip Ratio (WHR)
\textbf{WHR = รอบเอว ÷ รอบสะโพก}

ตัวอย่าง
เอว 80 ซม. / สะโพก 100 ซม.
WHR = 0.80

สนใจทักไลน์ @sufeelgreat