Community-ชุมชนคนรักสุขภาพ

ข่าวสารสุขภาพ => ข่าวสุขภาพ-อัปเดทข่าวสุขภาพ => หัวข้อเริ่มโดย: admin ใน มี.ค 04, 2026, 03:59 PM

ชื่อเรื่อง: น้ำตาลทำร้ายตับ ได้ไม่ต่างจากการดื่มเหล้า
โพสต์โดย: admin ใน มี.ค 04, 2026, 03:59 PM
(https://scontent.fbkk22-2.fna.fbcdn.net/v/t39.30808-6/646703208_1569876241233427_199540813595377504_n.jpg?_nc_cat=106&ccb=1-7&_nc_sid=13d280&_nc_ohc=cJTjR8naunkQ7kNvwGoUvoj&_nc_oc=AdnjmybhiuxMt5rW-vY7gNLTqbLAUM6CT8pM5Bd2lPu_l04KIrEXUYqyD2S5azbHO_mnxPAGtocY_eTOiaj_Txdl&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-2.fna&_nc_gid=1dD9gZh3UumbSKYFGVwtjQ&_nc_ss=8&oh=00_AfytKX6Jd-xzZSgVSRLEfFuyoi5sDh04l-fb-oB2IvRB0g&oe=69ADC498)

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิทย์ไบโอเทค ให้ความรู้ผ่านเพจ "Anan Jongkaewwattana" โดยระบุว่า

เมื่อน้ำตาลทำร้ายตับไม่ต่างจากเหล้า ข้อมูลความเชื่อมโยงแบคทีเรียในลำไส้กับโรคตับอักเสบ

มีคำเตือนที่ได้ยินมาตลอดคือ "กินหวานมากไปไม่ดี" เพราะจะทำให้อ้วนหรือเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน งานวิจัยล่าสุดใน Cell Metabolism พบอะไรมากกว่าความเสี่ยงนั้นอืกครับ คือการกินน้ำตาลที่มากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลฟรักโทส อาจกำลังทำลายตับของเราด้วยกลไกที่คล้ายคลึงกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก แม้ว่าเราจะไม่ใช่นักดื่มเลยก็ตาม การค้นพบนี้กำลังเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไขมันพอกตับ และชี้ให้เห็นว่าศัตรูที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ในลำไส้ของเราเอง  โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (MASLD) เป็นภัยเงียบที่คุกคามคนทั่วโลก แต่สิ่งที่คุณหมอกังวลที่สุดคือเมื่อโรคนี้พัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงที่เรียกว่า "MASH" ซึ่งมีการอักเสบและเกิดพังผืดในตับ จนนำไปสู่ตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ คำถามสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบมานานคือ อะไรเป็นตัวเร่งให้ไขมันพอกตับธรรมดาๆ กลายร่างเป็นโรคร้ายแรงนี้ได้อย่างรวดเร็ว คำตอบที่พบจากการวิจัยล่าสุดคือ "แบคทีเรียในลำไส้" และ "สารพิษที่พวกมันสร้างขึ้น"

งานวิจัยชิ้นนี้ได้เจาะลึกถึงกระบวนการภายในร่างกายของเรา โดยชี้ให้เห็นว่าเมื่อเรากินอาหารที่มีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะน้ำตาลฟรักโทสที่พบได้ทั่วไปในเครื่องดื่มรสหวานและขนมขบเคี้ยว เรากำลังส่งเสบียงชั้นดีไปให้กับแบคทีเรียบางกลุ่มในลำไส้ แบคทีเรียเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ย่อยน้ำตาลเพื่อเป็นพลังงานตามปกติ แต่กลับเปลี่ยนสภาพน้ำตาลเหล่านั้นให้กลายเป็นสารเคมีอันตรายที่ชื่อว่า "อะเซทัลดีไฮด์" (Acetaldehyde) ซึ่งโดยปกติแล้วสารชนิดนี้เป็นสารพิษตกค้างที่ร่างกายต้องกำจัดออกหลังจากที่เราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ในกรณีของผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับ ร่างกายกลับผลิตสารพิษนี้ขึ้นมาเองภายในลำไส้จากการหมักบ่มน้ำตาล ปรากฏการณ์นี้คล้ายๆกับเรามีโรงงานผลิตแอลกอฮอล์ขนาดย่อมซ่อนอยู่ในท้องที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะไม่ได้ดื่มเหล้าเลยก็ตาม ซึ่งสารอะเซทัลดีไฮด์ที่เกิดขึ้นนี้มีความเป็นพิษสูงและเป็นตัวการสำคัญที่เล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือดและมุ่งหน้าไปทำลายเซลล์ตับโดยตรง

เมื่อสารพิษอะเซทัลดีไฮด์เดินทางไปถึงตับ มันจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นปฏิกิริยาลูกโซ่โดยเป้าหมายหลักของมันคือเซลล์ตับชนิดพิเศษที่เรียกว่า Hepatic Stellate Cells ซึ่งตามปกติจะสงบนิ่ง แต่เมื่อได้รับสารพิษนี้ เซลล์ดังกล่าวจะตื่นตัวและเริ่มผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า MMP7 ออกมาในปริมาณสูง โปรตีน MMP7 นี้เปรียบเสมือนนักออกแบบโครงสร้างตับใหม่ในทางที่ผิด โดยมันจะไปกระตุ้นกระบวนการสร้างพังผืดแทรกซึมเข้าไปในเนื้อตับอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเนื้อตับที่เคยนุ่มนวลและยืดหยุ่นให้กลายเป็นแผลเป็น แข็งกระด้าง และสูญเสียการทำงาน ซึ่งนี่คือลักษณะจำเพาะของการเกิดโรคตับแข็ง การค้นพบกลไกนี้ช่วยไขปริศนาว่า ทำไมการกินน้ำตาลที่มากเกินไปจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความรุนแรงของโรคตับ ยิ่งกินหวานมาก แบคทีเรียยิ่งผลิตสารพิษมาก และตับก็ยิ่งถูกเร่งให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น

ทีมวิจัยยังได้ค้นพบว่าการจัดการกับแบคทีเรียในลำไส้น่าจะเป็นทางแก้ไขที่ดี ทีมวิจัยได้คัดเลือกและพัฒนา "จุลินทรีย์ดี" หรือโพรไบโอติกสายพันธุ์ Ligilactobacillus salivarius โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ได้รับการตั้งชื่อว่า HAM ซึ่งมีความพิเศษเหนือกว่าจุลินทรีย์ทั่วไป นักวิจัยได้ปรับปรุงพันธุกรรมของจุลินทรีย์นี้ให้มีความสามารถเปรียบเสมือนเครื่องดูดฝุ่น โดยมันถูกออกแบบมาให้ดักจับและย่อยสลายสารพิษอะเซทัลดีไฮด์ในลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงก่อนที่สารพิษจะทันได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ผลการทดสอบในหนูทดลองน่าสนใจมาก คือ เมื่อหนูที่ได้รับจุลินทรีย์สายพันธุ์พิเศษนี้มีปริมาณสารพิษในตับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การอักเสบสงบลงและกระบวนการสร้างพังผืดในตับถูกยับยั้ง  ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนายาหรือแนวทางใหม่เพื่อปกป้องตับของผู้ป่วยในอนาคต

งานวิจัยชิ้นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอธิบายว่าทำไมคนชอบกินหวานถึงเสี่ยงต่อโรคตับรุนแรง แต่ยังเปิดประตูสู่วิธีการรักษาใหม่ๆ ในอนาคตที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้แทนการใช้ยาเคมี แต่ในระหว่างที่เรากำลังรอให้การรักษาด้วยโพรไบโอติกนี้พัฒนาจนใช้ได้จริงในมนุษย์ สิ่งที่เราสามารถทำได้ทันทีเพื่อปกป้องตับของเราคือการตระหนักว่า "น้ำตาล" อาจไม่ได้ให้แค่ความหวาน แต่อาจกำลังป้อนอาหารให้กับแบคทีเรียที่ผลิตสารพิษในร่างกายเรา ดังนั้น การลดหวานในวันนี้ จึงเป็นการช่วยชีวิตตับของเราได้ดีที่สุด